ทำไมต้องเรียนมหาวิทยาลัยศิลปะ?

ทำไมต้องเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในคณะศิลปกรรมฯ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง จึงจะทำงานศิลปะได้ดี. ในมหาวิทยลัยสาขานี้เขาเรียน เขาสอนเกี่ยวกับอะไรกัน. แล้วทำไมรูปแบบการสอนจึงมีแบบแผนเช่นทุกวันนี้

ถ้าเอาเท่าที่จำได้ วิชาที่เรียนในมหาวิทยาลัยก็จะมีวาดเส้นพื้นฐาน, และพื้นฐานเทคนิคการสร้างสรรค์งานรูปแบบต่างๆ ทั้งพิมพ์ เพ้นท์(สีน้ำ, สีโปสเตอร์, สีน้ำมัน, สีอะคิลิก) ปั้น ศิลปะไทย, สิ่งทอ, องค์ประกอบศิลป์หรือออกแบบ , ประวัติศาสตร์ศิลป์, สุนทรียศาสตร์, ระเบียบวิธีวิจัย ฯลฯ ซึ่งจะปูพื้นไปสู่การทำศิลปนิพนธ์ตามความสนใจเพื่อจบหลักสูตรในปี 4

ทั้งหมดนี้จ๋าจะลองอธิบายคร่าวๆเพื่อให้เหตุผลในการต้องเรียนแต่ละอย่างดู.

1. วาดเส้น – ฝึกทักษะในการสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวเพื่อนำข้อมูลมาคิดงานใหม่ และถ่ายทอดความคิดนั้นออกมาเป็นผลงานสร้างสรรค์ ถือว่าเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญมาก

2. องค์ประกอบศิลป์ – เป็นวิชาที่หน่วยกิตหนักมากสำหรับสายศิลปะ และถ้าหากไม่เข้าใจหลักการก็จะรู้สึกเหมือนเล่นหวยเลย ว่าส่งงานไปคราวนี้จะได้เกรดอะไร (ประมาณว่าเอาใจอาจารย์ไม่ถูก) แต่ความจริงแล้ววิชานี้เรียกว่าเป็นหัวใจของการสร้างสรรค์งาน เพราะเป็นวิธีที่คนรุ่นก่อนๆเค้าได้สังเกตไว้แล้วว่าจัดวางแบบนี้แล้วทำให้งานสวยงาม น่ามอง น่าดึงดูดสายตา. สรุปมันคือศาสตร์ในการจัดวางให้สวยงาม ถือเป็นภาษาภาพ เป็นภาษาทางศิลปะ(ทัศนศิลป์)

 

3. พื้นฐานเทคนิคสร้างสรรค์งาน – แบ่งออกเป็นหลายสาขาตามที่กล่าวคือ ภาพพิมพ์, เพ้นท์, ปั้น, ศิลปะไทย, สิ่งทอ, ซึ่งในแต่ละสาขาก็แตกแขนงย่อยได้อีก เช่นในเอกเพ้นท์ก็มีเทคนิค สีไม้ สีน้ำ สีโปสเตอร์ สีน้ำมัน สีอะคิลิก ฯลฯ เป็นต้น. แสดงให้เห็นว่าโลกของการสร้างสรรค์งานกว้างใหญ่ไพศาลมาก.  แค่เลือกเรียนศิลปะอย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องเลือกเทคนิคในการสร้างสรรค์งานให้ถูกกับจริตของตัวเองด้วย. เพราะในแต่ละเทคนิคก็มีรายละเอียดของมันอยู่มากเช่นกัน.  มันเป็นไปได้ยากที่คนๆเดียวจะชำนาญได้ทุกเทคนิค.  ดังนั้นในช่วงปี1- ปี2 นักศึกษาศิลปะก็จะได้เรียนพื้นฐานพวกนี้แหละ เพื่อจะได้ทดลองทำความรู้จักกับเทคนิคต่างๆดู ดูว่าตัวเองชอบใจหรือถนัดแบบไหน จะได้เลือกเทคนิคนั้นๆไปใช้สร้างสรรค์งานต่อไปในอนาคต จึงเรียกได้ว่าเรียนแบบหว่านไปหมดนั่นแหละ

4. ประวัติศาสตร์ศิลป์ กับสุนทรียศาสตร์ – เรียนเพื่อจะได้รู้ว่ารูปแบบ รูปร่างหน้าตาของศิลปะที่มีในโลกนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรบ้าง มีที่มาที่ไปอย่างไร สำคัญยังไง เค้าสร้างสรรค์งานกันยังไง งานที่ดีๆมันเป็นยังไง. เรียนรู้ไว้จะได้ดูเป็นเยี่ยงอย่าง. ส่วนสุนทรียศาสตร์ก็ให้เรียนรู้ว่ารสนิยมของคนในโลกนี้แต่ละยุคแต่ละสมัย แต่ละพื้นที่เค้าชอบแบบไหนกัน เขาชอบไม่เหมือนกันนะ จะได้มีข้อมูล มีแนวทางที่จะเอาไว้สร้างสรรค์งานของตัวเอง. จะได้รู้ว่าเราจะไปเข้ากับพวกรสนิยมแบบไหน ไปอยู่กลุ่มไหนว่างั้น

5. ระเบียบวิธีวิจัย – หรือเตรียมศิลปะนิพนธ์ วิชานี้เป็นวิชาที่น่าสนใจมาก เพราะเกี่ยวกับการค้นหาตัวเอง.  วิทยานิพนธ์ของศิลปะไม่เหมือนกับคณะอื่นๆตรงที่ ศิลปะจะถามถึงความสำคัญต่อตัวเอง. ถ้าเรื่องที่เราเลือกทำมันสำคัญต่อตัวเองแต่ไม่ได้สำคัญต่อคนอื่น มันก็ยังถือว่าสำคัญในทางศิลปะ  แต่ถ้าเป็นคณะอื่นๆ หัวข้อที่จะเลือกทำจะต้องมีประโยชน์ต่อคนส่วนมาก ในทางกลับกันก็คือถึงไม่ใช่เรื่องที่ผู้เรียนสนใจแต่มันมีประโยชน์ต่อคนอื่นก็น่าทำมากกว่า  แต่ว่าศิลปะนั้นแตกต่างกันอย่างสิ่นเชิงเลย.  เพราะแทะจะเป็นเพียงสาขาเดียวเลยที่ถามว่า “เราชอบอะไร” ซึ่งจ๋ามองว่ามันมีคุณค่ามาก เพราะเราจะไม่ได้พบเจอช่วงเวลาแบบนี้ที่ไหนอีกแล้ว. มันคือช่วงเวลาแห่งการค้นหาตัวตนอย่างแท้จริง

เมื่อเรียนรู้ศิลปะตามหลักสูตรมา 3 ปี ปีสุดท้ายเราก็จะได้นำความรู้ที่เรียน ทักษะที่ฝึกมาสร้างสรรค์งานของตนเองกัน. ก็พยายามสร้างออกมาให้ดูดีที่สุดในระยะเวลา 4 เดือน  เมื่อเรียนจบก็จะมีการจัดแสดงศิลปนิพนธ์ พร้อมกับหอบหิ้วผลงานของตนเองออกไปหางานทำ หรือรับงานทำ หรือบ้างก็เปิดร้านขายของตัวเองไปตามเรื่องตามราวที่ได้สร้างสรรค์มานั่นเอง

 

จะเห็นได้ว่าการเรียนจบจากมหาวิทยาลัยศิลปะ ช่วยเพิ่มความชำนาญเป็นอย่างมากในการคิดสร้างสรรค์ และลงมือทำชิ้นงานออกมาให้ปรากฏ. ตั้งแต่วิธีเรียบง่ายที่สุดอย่างการวาดออกมาให้เห็น ไปจนกระทั่งใช้เทคนิคต่างๆทำออกมาให้ดูเป็นชิ้นงานที่จับต้องได้มากขึ้น. ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาที่รู้รายละเอียดงานนั้นๆดีเข้ามาสร้างสรรค์งานทั้งสิ้น  เพราะหากไม่มีความรู้ความชำนาญก็ไม่สามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานให้สวยงาม น่าสนใจ และมีรูปลักษณ์ที่มีคุณภาพได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

error: Content is protected !!