ศิลปะเด็กในสายตาผู้ใหญ่

สำหรับผู้ปกครองที่กำลังดูแลลูกหลานเองที่บ้าน เด็กเล็กๆอาจจะวัยสักประมาณ 5-6 ขวบ ก็ประมาณอนุบาล 3 – ป.1 แล้วกำลังสนใจหากิจกรรมให้ลูกหลานทำระหว่างสันหยุดหรือช่วงปิดเทอมก็แล้วแต่ ถ้าหากว่าคุณกำลังสนใจกิจกรรมศิลปะล่ะก็ บทความนี้คงเป็นประโยชน์กับคุณไม่มากก็น้อย

ก่อนจะหาที่เรียนศิลปะให้เด็กๆคุณควรเข้าใจก่อนว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของการเรียนการสอนศิลปะเด็กคืออะไร อะไรคือประโยชน์ที่ลูกหลานของคุณควรจะได้รับเมื่อเรียนศิลปะสำหรับเด็ก

ขอเน้นอีกครั้งว่า ศิลปะสำหรับเด็ก คุณควรระวังมากขั้นที่จะไม่ใช้สายตาอย่างผู้ใหญ่มองงานของเด็ก  เรื่องนี้เป็นประเด็นที่อ่อนไหวและบอบบาง ไม่ใช่เฉพาะในเด็กเท่านั้น แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนก็ยังคงอ่อนไหวต่อการเปรียบเทียบ ซึ่งถ้าสังเกตให้ดีแล้วแม้แต่ตัวเราเองทุกคนก็ยังไม่ชอบที่จะถูกเปรียบเปรยว่าด้อยกว่าคนอื่นๆรอบข้าง  แล้วใจเด็กล่ะ จะเป็นเช่นไร?

ใจเด็กนั้นใสสะอาดเหมือนผ้าขาว เด็กยังไม่รู้ถูกไม่รู้ผิด แน่นอนว่ายิ่งยังไม่รู้ว่าอะไรสวยหรือไม่สวยอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าเด็กส่วนใหญ่ที่ไม่อยู่ในสภาวะแวดล้อมบีบบังคับจะสามารถบอกได้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร รู้จักเลือก และมีรสนิยม  แต่ก็มีแนวโน้มที่จะถูกครอบงำโดยผู้สอนอย่างสมบูรณ์แบบอยู่ดี

ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่บอกว่าสวย ลูกก็จะรู้สึกดีและภูมิใจ อันนี้เป็นความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่เลือกที่จะให้ลูกเรียนสิ่งใด ลูกก็จะต้องรับเข้าไปโดยที่เค้าบอกไม่ได้ว่ารู้สึกเช่นไรกับสิ่งที่เรียน มันอาจจะใช้ หรือยังไม่ใช่ หรือตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าชอบหรือไม่  โลกนี้มีทางเดินหลากหลาย  จุดหมายปลายทางไม่ได้มีเพียงแห่งเดียว  อยู่ที่เราพอใจจะเดินไปให้ถึงจุดไหน  พอใจจะเลือกเดินทางเส้นไหน ดังนั้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจที่จะส่งลูกเข้าเรียนศิลปะแล้ว จึงต้องเตรียมตัวเปิดใจให้กว้าง เพราะสายตาของพ่อแม่ จะฉายโลกทั้งใบของลูก

“ศิลปะ” ศาสตร์ที่ไม่มีถูก ไม่มีผิดอย่างชัดเจน เราเรียนกันอย่างไร.  จ๋าจะยังไม่พูดถึงทฤษฎีความงาม สุนทรียศาสตร์ที่ซับซ้อน แต่แค่จะบอกให้ผู้ปกครองเด็กๆเข้าใจว่า ในทางศิลปะแล้ว ความสวยงามมีหลายรูปแบบ มีทั้งแบบที่มีกฎเกณฑ์ และไม่มีกฎเกณฑ์  ศิลปะที่เป็นอิสระจากเนื้อหาเช่น ศิลปะนามธรรมที่ดูภายนอกไม่รู้เรื่องว่าเกี่ยวข้องกับอะไร แต่สัมผัสได้ถึงความรู้สึกเท่านั้น ก็มีความงามในแบบของเขา  เพียงแต่อาจเข้าถึงยากในสายตาคนทั่วไป แต่หากเรารักที่จะส่งลูกมาเรียนศิลปะแล้วต้องพยายามเปิดตา เปิดใจมองให้เป็นความงามในหลายๆรูปแบบของศิลปะค่ะ  เมื่อเปิดใจให้กว้างได้มากพอแล้ว เราก็พร้อมที่จะชื่นชมกับผลงานของลูกหลานเราได้อย่างจริงใจร้อยเปอร์เซนต์เต็มแล้วค่ะ

เมื่อเปิดใจได้แล้วต่อมาคือต้องเข้าใจขีดจำกัดของเด็กของเรา แม้ตัวเราเองในปัจจุบันหากให้ไปทำสิ่งที่ไม่ถนัด ไม่เคยทำ ก็ทำได้ไม่ดี แม้ตัวผู้สอนเองจะวาดรูปมาเป็นสิบๆปี ก็ยังมีหลายสิ่งที่ไม่เคยวาด ยังวาดได้ไม่ดี ดังนั้นเข้าใจในตัวเด็กค่ะ ว่าเค้าเป็นเด็ก  ทำได้เต็มที่ของเขาก็ดีแค่ไหนแล้ว  ไม่ใช่ให้ชื่นชมเพียงผลงานแต่จะดีกว่าหากเราชื่นชมความพยายามและความตั้งใจของเขาค่ะ เพราะประโยชน์ที่จะได้รับอย่างแท้จริงจากศิลปะเด็กก็คือการสร้างอุปนิสัยที่ดีให้กับเด็กค่ะ การตอกย้ำหรือทำซ้ำๆว่า เขาตั้งใจทำงานดีจังเลย, ผลงานสำเร็จออกมาด้วยเก่งจัง, ทำงานเรียบร้อยดีนะ, สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นิสัยการตั้งใจทำงานให้สำเร็จ เป็นคนมีความรับผิดชอบ ให้เกียรติตัวเอง  เคารพตัวเอง กล้าคิดและกล้าลงมือทำให้เห็นผล ฯลฯ ติดตัวเค้าไปตลอดชีวิต  ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามาก

โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่า ไม่ควรมีงานที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความตั้งใจชิ้นไหน ที่สมควรถูกตำหนิเพียงเพราะใครบางคนมองว่ามันไม่สวย

ความมั่นใจเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากแต่กลับถูกทำลายลงอย่างง่ายดายเพียงคำพูดไม่กี่คำหรือเพียงแค่สายตามอง

การชมกันไม่เคยเป็นโทษภัย หากเราชื่นชมอย่างจริงใจ ในกรณีที่คำชมกลับกลายเป็นดั่งยาพิษก็มีอยู่เมื่อคำชมนั้นปราศจากความจริงใจ และเคลือบแฝงไปด้วยการหวังผลประโยชน์ตอบแทนอย่างรุนแรง  ซึ่งพบได้บ่อยมากในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันทางการค้าสูงมาก

ดังเมื่อหลายปีก่อน เมื่อครั้งที่ผู้เขียนจบมาใหม่ๆได้เข้าสอนในสถาณที่หนึ่งที่ปรากฎว่าสอนให้เด็กวาดภาพได้เหมือนจริงมากๆ และรับเด็กที่อายุต่ำสุด 3 ขวบ เท่าที่เห็น  มีการโฆษณากันอย่างคึกโคมว่าถ้าเรียนที่นี่แล้วจะวาดภาพเก่งกว่าที่อื่นๆ ซึ่งเบื้องหลังการสอน ผู้สอนจะให้ความช่วยเหลือเด็กมาก โดยอาจวาดขึ้นโครงให้ การช่วยทำตัวอย่างให้ดูในงานเพียงชิ้นสองชิ้นไม่มีปัญหาเท่าไรนัก แต่ลงท้ายด้วยการตกแต่งผลงานของเด็กนักเรียนให้สวยงามก่อนออกไปโชว์ เพื่อสร้างภาพที่สวยงามให้กับธุรกิจ

มองฉาบฉวยแล้วการทำเช่นนี้ไม่เป็นโทษอะไรเท่าไร แต่ในความเป็นจริงจากประสบการณ์แล้ว การที่เด็กต้องเซ็นชื่อลงบนผลงานที่ไม่ใช่ของตนเองอย่างแท้จริงบ่อยๆบั่นทอนความมั่นใจในตัวเองของเด็ก ยิ่งเมื่อผลงานเหล่านั้นได้รับคำชื่นชมก็ยิ่งตอกย้ำว่าแท้จริงแล้วตัวเค้าคนเดียวไม่สามารถทำได้แน่นอน หากวันใดที่เค้าต้องวาดรูปตามลำพังจะทำให้เกิดความพอใจในผลงานตัวเองได้ยากมาก จนท้ายที่สุดอาจจะต้องเลิกวาดไป  ทำให้ความสุขในการวาดรูปเลือนหายไป

ผลงานที่สวยงามของเด็กๆ ดึงดูดให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อทางการตลาดของสถานที่สอนศิลปะลักษณะนี้  เพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่รู้ว่าประโยชน์แท้จริงของศิลปะสำหรับเด็ก ก็เพียงการสร้างอุปนิสัยดีๆไม่กี่อย่างให้ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิตเท่านั้น และไม่ทราบว่าผลเสียของการให้ความสำคัญกับผลงานมากเกินไปในศิลปะเด็กจะบั่นทอนความมันใจของเด็กในระยะยาวได้มากมายเพียงไร.

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ของเด็กๆรู้ดังนี้แล้ว จึงสามารถเบาใจได้เลยค่ะว่าการเลือกที่เรียนศิลปะสำหรับเด็กๆจะง่ายขึ้นมาก หรืออาจจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องเขียนให้เด็กๆเล่นเองที่บ้านได้ค่ะ.  เพราะผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการเรียนการสอนศิลปะสำหรับเด็กนั้น ก็คือตัวคุณพ่อคุณแม่เองนี่แหละค่ะ.  อย่าลืมเปิดใจให้กว้างแล้วชื่นชมผลงานของลูกๆอย่างจริงใจนะคะ

ถึงเด็กติวศิลปะ

ช่วงนี้เด็กๆม.ปลายหายหน้าหายตาเลย หลังสอบ TCAS รอบ2 ดูเหมือนว่าเด็กติวศิลปะจะกระตือรือล้นมาฝึกกันแค่ช่วงก่อนสอบเท่านั้น  ทั้งๆที่ข้อสอบศิลปะออกแบบไม่ใช่รูปแบบที่จะมาเกร็งข้อสอบกันแค่ 1 หรือ 2 สัปดาห์ก่อนสอบแล้วทำได้  ข้อสอบวัดความรู้อาจจะท่องจำเข้าไปตอบได้เพราะมีคำตอบที่ถูกต้องตามเกณฑ์ชัดเจน  แต่กับวิชาศิลปะนั้นแตกต่างกัน

ข้อสอบวาดรูปนั้น ต่อให้รู้ว่าข้อสอบจะออกอะไร แต่ถ้าวาดไม่ได้ เข้าไปก็คือวาดไม่ได้อยู่ดี จึงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นสำหรับการทำข้อสอบในสาขานี้  และถ้าฝึกมามากพอ เข้าใจพื้นฐานทั้งหมดดี  ต่อให้ข้อสอบจะสั่งให้วาดอะไรประหลาดแค่ไหนก็พอจะวาดได้อยู่ดี

 

 

ดังนั้นสิ่งที่ควรจะเป็นสำหรับคนที่ตัดสินใจมุ่งทำงานทางด้านศิลปะนั้น คำตอบเดียวคือ “ความพยายาม” ความขยันไม่เคยสูญเปล่าในสายงานนี้ คนที่ทำงานทางด้านนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะในการคิดคำนวณ ฉลาดเฉลียวเหมือนกับสายงานอื่น  แต่สิ่งที่จำเป็นและสำคัญคือระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ  ทั้งรับผิดชอบต่อตนเองและงานที่ทำร่วมกับผู้อื่น เพราะหลายครั้งที่เราต้องทำงานในสภาวะที่ไม่มีใครมาสั่งงาน มาคุมงาน แต่ก็ต้องทำออกมาให้ดีที่สุดให้ได้

ระเบียบวินัยในการฝึกปฏิบัติและทำงานเป็นประจำจะช่วยสั่งสมประสบการณ์ ทำให้เราวาดได้ดีขึ้น สร้างสรรค์งานได้ดีขึ้น ดังนั้น ถ้าเรารักทางนี้จริง ต้องหมั่นฝึกให้มากขึ้น ฝึกบ่อยๆเท่าที่จะทำได้  อย่าสร้างเงื่อนไขให้กับตนเองมากและสามารถวาดรูปได้ทุกที่ทุกเวลา โดยใช้อะไรก็ได้ใกล้ๆมือวาดตลอดนั่นแหละ จะได้มีทักษะเอาไปเข้าห้องสอบกัน

 

 

Sketch Design Layout

นี่ก็ใกล้เวลาสอบเข้ามาทุกทีปีนี้ 2017 เห็นว่ามีเวลาฝึกมือมากกว่าทุกครั้งเพราะการสอบทั้งหมดดูเหมือนจะเลื่อนออกไปประมาณเดือนธันวาคมตามระบบ TCAS ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบใหม่แต่เดือนหน้าที่จะถึงนี้เห็นทีจะมีการคัดเลือกนักศึกษาด้วยระบบพอร์ตฟอลิโอหรือดูแฟ้มผลงานโดยไม่ต้องมีการสอบ นักเรียนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งสายสามัญที่โดยปกติเรียนแต่วิชาสามัญส่วนใหญ่คงไม่มีเวลาทำผลงานมากมายนักแต่ก็คงต้องรู้ไว้เพราะในแต่ละปีดูเหมือนการคัดเลือกนักศึกษาเข้าเรียนศิลปะด้วยผลงานจะมีบทบาทมากขึ้น

วันนี้ก็เลยเลือกที่จะพูดถึง SKD หรือ Sketch Design ขึ้นมาก่อนเพราะมีประโยชน์ทั้งสองทาง หนึ่งคือใช้ทำพอร์ตได้ สองคือเป็นแนวข้อสอบปฏิบัติ. สำหรับคนที่เรียนสายอาชีพหรือคลุกคลีกับตึกติวอยู่แล้วมันคงไม่ยากเพราะเคยทำหรือมีตัวอย่างงานดีๆให้ดูอยู่มาก แต่สำหรับคนที่สนใจเรียนทางด้านศิลปะแต่ไม่ได้คลุกคลีกับตึกติวหรือไม่เคยทำผลงานมาก่อนก็จะแนะนำให้รู้จักกับ Sketch Design กัน

Sketch Design หรือมักจะถูกเขียนย่อๆในงานออกแบบว่า SKD เป็นภาพร่างงานออกแบบที่แสดงให้เห็นภาพความคิดและรายละเอียดต่างๆในงานออกแบบได้อย่างชัดเจน และเป็นที่เข้าใจตรงกันระหว่างผู้ออกแบบและผู้ดูงาน ซึ่งก็มีทั้งผู้จ้างงาน, ผู้ผลิตชิ้นงาน, ซึ่งงานแต่ละชิ้นก็มีความเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน อาจจะต้องมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องมากน้อยไม่เท่ากันแต่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบควรจะเห็นภาพเหมือนกันและเข้าใจตรงกัน. สรุปแล้ว Sketch Design คือแบบเสนอแนวความคิดของนักออกแบบซึ่งก็จะเป็นหนึ่งในสองของวิชากหลักในการสอบเข้าคณะศิลปะและการออกแบบด้วย

ผู้เขียนคิดว่าอาจารย์ผู้สอนระดับมหาวิทยาลัยที่เป็นผู้ตรวจแฟ้มผลงานของนักเรียนก็คงคาดหวังว่าจะได้เห็นเจ้า SKD ปรากฏอยู่ในพรอร์ตของผู้สนใจเรียนต่อทางด้านออกแบบบ้าง ดังนั้นอย่ารอช้า เรามาเริ่มทำ Sketch Design กันดีกว่า

ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจก่อนว่า คณะและสาขาทางด้านออกแบบมีหลายสาขา และรูปแบบของ SKD มีรายละเอียดแตกต่างกันเช่น ออกแบบนิเทศน์ศิลป์, ออกแบบผลิตภัณฑ์, ออกแบบตกแต่งภายใน, ออกแบบสถาปัตย์, ฯลฯ

(ภาพประกอบที่ 1 : Skech Design ออกแบบนิเทศน์ศิลป์)
(ภาพประกอบที่ 2 : Skech Design ออกแบบผลิตภัณฑ์)
(ภาพประกอบที่ 3 : Skech Design ออกแบบตกแต่งภายใน)
(ภาพประกอบที่ 4 : Skech Design ออกแบบสถาปัตย์)
(ภาพประกอบที่ 5 : Skech Design ออกแบบประยุกตศิลป์)
(ภาพประกอบที่ 6 : Skech Design ออกแบบเครื่องเคลือบดินเผา)
(ภาพประกอบที่ 7 : Skech Design ออกแบบเครื่องประดับ)
(ภาพประกอบที่ 8 : Skech Design ออกแบบเครื่องแต่งกาย)

จะเห็นได้ว่าในงานออกแบบแต่ละสาขามีรายละเอียดที่แตกต่างกันมากแต่ในโครงสร้างแล้วมีความเหมือนกัน สิ่งที่มีร่วมกันคือ 1.หัวข้อ(Title) 2.แนวคิด(Concept) 3.รายละเอียด(Detail) ซึ่งการจัดวางพื้นที่ของแต่ละส่วนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ง่ายต่อการอ่านทำความเข้าใจและยังดูสวยงามมีความน่าสนใจนี่เองเป็นพื้นฐานของการออกแบบทำ Sketch Design ซึ่งก็เป็นพื้นฐานของการนำเสนองานด้วย (Presentation) ก่อนทำ SKD ให้เราลองทบทวนหัวข้อย่อยต่างๆว่ามีข้อมูลอะไรบ้างที่ต้องปรากฏใน SKD ของเรา เช่นถ้าเราต้องการทำ SKD ออกแบบตัวละครในวิชานิเทศน์ศิลป์ ก็ต้องมี 1.หัวข้อ 2.แนวคิด/ข้อมูลหรือประวัติความเป็นมาตัวละคร 3.รายละเอียดจะประกอบด้วย 3.1)ท่าโพสต์(เป็นภาพโชว์ที่จะเป็นจุดเด่นของงาน 3.2)ภาพด้าน มีด้านหน้า,ด้านข้างและด้านหลัง 3.3)อารมณ์ต่างๆสัก 4 อารมณ์ 3.4)และอาจจะมีอธิบายรายละเอียดของอาวุธหรือเสื้อผ้าสักจุดหนึ่ง. สมมุติว่าจบแล้ว ข้อมูลของเราจะมีเท่านี้ เราก็จัดการคิดว่าข้อมูลแต่ละหัวข้อกินพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมแล้วลองเอามันเข้าไปจัดวางในกรอบสี่เหลี่ยมของหน้ากระดาษทีมีสัดส่วนเท่ากับงานของเราดู ลองจัดให้สวยงาม โดยมีลำดับวิธีการคิดดังนี้

Sketch Design Layout หรือตามหัวเรื่องของเราเลยคือเจ้า SKD Layout นี่เป็นภาพร่างเค้าโครงหน้ากระดาษของ Sketch Design กล่าวคือมันเป็นเครื่องมือในการออกแบบการนำเสนอของ SKD อีกทีก่อนที่จะเริ่มวาด SKD ลงไปจริงๆ เราควรจะร่าง SKD Layout เพื่อดูภาพรวมของงานก่อน มันไม่ได้เป็นกฏข้อบังคับอะไรว่าต้องทำ ก็เหมือนกับการสร้างสรรค์งานอื่นๆที่เราอาจจะแค่วาดไปเรื่อยๆก็ได้ แต่เครื่องมีชิ้นนี้จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมก่อนที่จะทำงานเสร็จและแนะนำให้ลองทำดูก่อน แล้วงานเราจะออกมาเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น

(ภาพประกอบ9: SKD Layout แบบเรียบง่ายลำดับแรกทีมีแต่หัวข้อหลัก)
(ภาพประกอบ10: SKD Layout แบบเรียบง่ายลำดับสองที่มีหัวข้อรอง)
(ภาพประกอบ11: SKD Layout แบบซับซ้อนลำดับแรก)
(ภาพประกอบ12: SKD Layout แบบซับซ้อนที่มีหัวข้อรอง)

รูปแบบ SKD ที่เข้าใจง่ายจะสอดคล้องกับประสบการณ์ และความถนัดของคนทั่วไปที่ใช้ตาดูหรืออ่านอะไรสักอย่าง ถ้าเป็นคนไทยก็จะอ่านจากซ้ายไปขวา บนลงล่าง เราก็ควรจะวางเค้าโครงไปตามนั้น. แต่ถ้าพูดถึงความน่าสนใจของงาน ต้องการให้มีจุดเด่น เราก็ควรจะวางจุดเด่นในตำแหน่งที่เหมาะสม*1 มีขนาดที่ใหญ่พอ*2 และจัดองค์ประกอบให้มีขนาดลดหลันกันตามความเหมาะสมเพื่อให้ชิ้นงานของเรามีความหลากหลายน่าสนใจ และหากเป็นไปได้อาจทำให้งานมีระยะด้วยก็จะช่วยเสริมให้งานเด่นขึ้น

(ภาพประกอบ13: ตัวอย่าง SKD ที่มีจุดเด่นในตำแหน่งและขนาดที่เหมาะสม ลดหลั่นกันด)
(ภาพประกอบ14: ตัวอย่าง SKD ที่มีการซ้อนข้อมูลบางอย่างเพื่อให้งานมีระยะ)

พูดถึงรายละเอียดของ SKD ส่วนใหญ่จะคล้ายกันคือประกอบด้ว1.ภาพด้านต่างๆ 2.ภาพมุมมองสมจริงที่จะเอาไว้โชว์(ลงสี) 3. ภาพด้านตัดของวัตถุหรือส่วนขยายรายละเอียดที่มองไม่เห็นจากมุมอื่นๆ. ทีนี้ SKD ที่ดูจะมีรูปแบบเป็นทางการ เป็นกิจลักษณะกว่าเพื่อนก็มีออกแบบตกแต่งภายในกับสถาปัตย์ที่จะต้องมีรายละเอียดมากหน่อยและมีสัญลักษณ์ที่ใช้กันเป็นสากลจะต้องจำ เป็นสัญลักษณ์ในการเขียนแบบต่างๆ จะยกตัวอย่างรายละเอียดของ SKD ตกแต่งภายในก็มีดังนี้ 1.Plan คือภาพตัดจากมุมมองด้านบน ใช้แสดงแบบในลักษณะแผนผังหรือแผนที่ 2.elevation ภาพด้านใช้แสดงมุมมอง2มิติจากด้านต่างๆ(Top, Front, Side) 3.section ภาพตัด ใช้แสดงสิ่งต่างๆที่อยู่ด้านในจากมุมมองด้านต่างๆ 4.Perspective เป็นภาพแสดงมุมมองสมจริงที่สวยงามของอาคารหรือสถานที่ๆออกแบบนั่นเอง

(ภาพประกอบ:Plan)

ที่มา : www.houseplans.pro
(ภาพประกอบ:Elevation)
ที่มา: แหล่งความรู้ที่เป็นประโยชน์เรื่องแบบทางสถาปัตย์
(ภาพประกอบ:Section)
(ภาพประกอบ:Perspective)

ก็เท่านี้ก็คงจะเพียงพอสำหรับเป็นแนวทางในการเริ่มต้นทำ SKD แบบลูกทุ่งๆได้ในระดับหนึ่งแล้ว เดี๋ยวจะมาขยายความวิธีการวาดรายละเอียดต่างๆอย่างเหมาะสมในบทอื่นๆนะ

กลับด้านบน

สรุปเตรียมสอบออกแบบนิเทศน์ศิลป์ (ภาคปฏิบัติ)

ผู้เรียนสาขานิเทศน์ศิลป์จะต้องสื่อสารด้วยภาพได้ดี คือวาดแล้วคนอื่นดูรู้เรื่อง ดูเข้าใจ เน้นไปที่วาดภาพสัญลักษณ์ต่างๆเพื่อสื่อความได้  ทักษะที่ควรเตรียมไว้คือ

วาดภาพกราฟฟิก

หรือก็คือภาพตัดทอนรายละเอียดเป็นพื้นฐานของการออกแบบการฟฟิกหลายอย่างเช่น ภาพสัญลักษณ์(Symbol) , โลโก้(Logo)

 

 

ตัวออย่างภาพกราฟฟิกนามธรรมที่สามารถใช้เป็นพื้นหลังของงานเพื่อสื่ออารมณ์ได้ ที่มารูปภาพ: http://mwmgraphics.com/ART_1060/Matthew_Scissorhands/MWM_Matthew_Scissorhands_9.jpg
ตัวอย่างภาพกราฟฟิกสิ่งของ ที่มา: https://cms-assets.tutsplus.com/uploads/users/107/posts/24440/final_image/veggies-poster600.png

วาดตัวการ์ตูน

ในการสื่อสารด้วยภาพที่มีเรื่องราว จำเป็นต้องมีการเล่าเรื่อง และการมีตัวละครเข้ามาดำเนินเรื่องอาจจะทำให้รับสารได้ง่ายขึ้น, รวดเร็วขึ้น, ละเอียดลึกซ้ึงยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นเสน่ห์ดึงดูดทำให้งานน่าสนใจ ดังนั้น ผู้ออกแบบควรเป็นคนช่างสังเกตรายละเอียดในตัวบุคคล บุคลิกภาพ อุปนิสัยใจคอ พฤติกรรมและการแสดงออกทางสีหน้าท่าทางไว้บ้าง ไม่มากก็น้อยให้เพียงพอต่อการนำข้อมูลมาออกแบบตัวละครเพื่อใช้เล่าเรื่อง

ในการวาดตัวการ์ตูนปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ ควรจะต้องมีความเข้าใจความชอบของคนส่วนใหญ่ถึงรูปแบบที่มีความนิยมเฉพาะกลุ่มและสามารถเขียนตัวการ์ตูนได้หลากหลายสไตล์ ถึงแม้จะมีแนวทางที่ผู้ออกแบบชอบและทำได้ดีเป็นพิเศษเพียงทางเดียวก็ตาม

ตัวการ์ตูนสัดส่วน 1:1 บางครั้งเรียก cute style, Q style, kawaii ที่มารูปภาพ: https://www.instagram.com/p/2SGJgoRDp0/
ตัวการ์ตูนตัดทอนสัดส่วน 1:2 หรือ chibi, ที่มารูปภาพ https://i.pinimg.com/originals/9b/9d/6c/9b9d6c6c9cf2c03566d23c00d2b86288.jpg
ตัวการ์ตูนตัดทอนสัดส่วน 1:2 ถึง 1:4, วาดโดย inma, ที่มารูปภาพจาก: https://www.deviantart.com/art/Chibi-commission-batch06-411717235
ตัวการ์ตูนสัดส่วนสมจริงสไตล์ญี่ปุ่น, ที่มาภาพจาก: http://akibatan.com/2014/11/tsukiuta-tv-anime/
ตัวการ์ตูนสัดส่วนสมจริง, marvel, ที่มารูปภาพจาก: https://www.gamespot.com/articles/heres-how-you-can-access-the-marvel-comics-library/1100-6428722/

วาดภาพประกอบ

ในการเล่าเรื่องราวเมื่อสามารถเขียนตัวการ์ตูนออกแบบกราฟฟิกได้แล้วและนำสิ่งต่างๆมารวมกัน จัดวางในหน้าเดียวกันแล้วจะต้องสวยงามน่าสนใจ อันนี้ต้องใช้ทักษะการจัดวางภาพให้สวยงามจากวิชาองค์ประกอบศิลป์ด้วย

การจัดวางภาพตัวการ์ตูนกับพื้นหลังนามธรรม, ที่มารูปภาพ: 4.bp.blogspot.com
การจัดวางภาพตัวการ์ตูนกับฉากหลังที่มีเรื่องราว, ที่มารูปภาพ: http://louromano.blogspot.com.es

ออกแบบตัวอักษร

นักออกแบบที่ดีควรจะสื่อสารด้วยภาพได้เป็นหลักไม่เว้นแม้แต่ในข้อความซึ่งใช้คำพูดสื่อความหมายก็ยังต้องมีการตกแต่งรูปแบบตัวอักษรให้สวยงามเพื่อสื่อความรู้สึกให้ได้มากยิ่งกว่าคำพูด

ศาสตร์ของการออกแบบตัวอักษรเรียก Typography มีรายละเอียดซับซ้อนลึกซ้ึงมาก จึงจะขอสรุปสั้นๆแบบบ้านๆเพื่อให้เอาไปใช้ได้โดยง่ายเป็น 3 รูปแบบ

  1. Serif

    ที่มารูปภาพ : 78.media.tumblr.com

    Serif เป็นรูปแบบตัวอักษรแบบมีติ่ง ใช้กับงานที่เป็นทางการและใช้กับตัวหนังสือเยอะๆที่ต้องการให้อ่านง่าย

  2. Sans-Serif

    ที่มารูปภาพ: www.techiestate.com

    ตัวอักษรแบบไม่มีติ่ง ใช้กับงานพาดหัวสั้นๆให้ดูน่าสนใจ ดูทันสมัย(แบบ Modern) เรียบง่าย

  3. Script

ที่มารูปภาพ: www.lindsayhumes.com

เป็นตัวเขียนให้ความรู้สึกพิเศษ เป็นเอกลักษณ์ ยังใช้กับงานที่ให้ความรู้สึกเป็นอิสระ ผ่อนคลายได้ดีอีกด้วย

ออกแบบโลโก้

เป็นการผสมผสานกันระหว่างภาพสัญลักษณ์กับรูปแบบตัวอักษรเพื่อใช้เป็นตัวแทนขององค์กร เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ

ที่มารูปภาพ : http://www.elleandcompanydesign.com/blog/2015/2/23/the-dos-and-donts-of-logo-design

จัดวางหน้ากระดาษ

คนทำงานกราฟฟิกควรจะมีทักษะพื้นฐานในการนำเสนองานง่ายๆโดยจัดวางตัวอักษร หัวข้อ ย่อหน้า, จัดช่องว่างหรือช่องไฟให้ง่ายต่อการอ่าน ทำความเข้าใจและน่าสนใจ.

ที่มารูปภาพ: store.lonewolfmag.com

โครงการดีๆติวฟรีวาดเส้นครั้งที่ 3 เกณฑ์การให้คะแนนวิชาวาดเส้น

สำหรับผู้ที่ต้องการสอบเข้า หรือเรียนต่อมหาวิทยาลัยทางด้านศิลปะและการออกแบบ คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องวาดเส้นแข่งกับคนอื่นๆนะคะ ทีนี้จะรู้ได้ยังไงว่าภาพวาดของเราสวย หรือมันดีกว่าของคนอื่นไหม เราควรจะได้คะแนนเท่าไร? ยิ่งคนฝึกวาดคนเดียวนี่เคว้งคว้างน่าดูเลย โชคดีค่ะที่ตัวเรา(ผู้เขียนเอง)มีอาจารย์ดี(ครูเป้า ร.ร.เบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี)คอยอบรมสั่งสอนให้คำแนะนำ เรามีเพื่อนกลุ่มเล็กๆที่ฝึกอยู่ด้วยกันไม่ใหญ่มาก ไม่ค่อยมีอารมณ์แข่งขันกันเท่าไร (รู้สึกชิวๆ ^0^) แต่ตัวครูเรา ท่านมีเกณฑ์การให้คะแนนที่สูงมากกกก =.=” ซึ่งตอนที่เราฝึกนั่นก็ไม่รู้หรอกค่ะว่ามันสูงแค่ไหน มารู้เอาตอนที่สอบติดไปแล้วและเรียนจบมา มีโอกาสได้มาสอนเด็กๆที่สตูดิโอนี่แหละ ถึงได้รู้ว่า เฮ้ยย ไอที่เราฝึกมานี่ มันโหดมากๆเลยนี่หว่า แล้วไอที่เราสอบติดมานี่คนแข่งกันเยอะมากเลย (ฮ่าๆ) เรานี่บ้านนอกจริงๆ ไม่รู้เลยว่าที่ไหนคนสอบเยอะคนสอบน้อย แต่อาจจะดีแล้วก็ได้ค่ะ ที่ไม่รู้อะไรเลยตอนไปสอบน่ะ =^w^= เพราะเราก็ไม่เครียดและกดดันมากเท่าที่ควรจะเป็น … แต่คนที่รู้แล้วก็ช่วยไม่ได้นะ อิๆ

 

สรุป การมีครูที่เกณฑ์การให้คะแนนสูงเป็นเรื่องดีค่ะ…
อะเข้าเรื่อง! เกณฑ์การให้คะแนน(วัดว่างานไหนสวย)ขึ้นอยู่กับ
๑. องค์ประกอบของภาพ???
๒. โครงสร้างและสัดส่วน??
๓. น้ำหนักแสงเงา
๔. รายละเอียดและความเรียบร้อย

ในที่สุดบทความนี้ก็คงต้องยืดยาวออกไปอีกนิด มีน้องๆแอบกระซิบมาว่า “ช่วยแปลไทยเป็นไทยทีพี่” (ฮ่ะๆ) ล้อเล่นนะ ไม่มีใครถามหรอกนั่งพิมพ์อยู่คนเดียว “องค์ประกอบภาพคืออะไร?” ตอบแบบพื้นๆก่อนนะคะ คือการจัดวางสิ่งต่างๆในรูปภาพให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม และน่าสนใจด้วย… พูดง่ายเนอะ อะดูตัวอย่างดีกว่า

ภาพประกอบที่ ๑ – ภาพเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดกระดาษ จะได้พื้นที่ว่างที่เหลือกรอบๆรูปมากเกิน ให้ความรู้สึกหลวมๆ เหงาๆ (เอ๊ะเราคิดมากไปรึเปล่า ^.^”)

 


ภาพประกอบที่ ๒ – ภาพใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับขนาดกระดาษ จะได้พื้นที่ว่างรอบๆรูปน้อยเกินไป ให้ความรู้สึกคับ แน่น น่าอึดอัด

 

ภาพประกอบที่ ๓ – ภาพขนาดพอดี มีพื้นที่ว่างรอบๆรูปที่ให้ความรู้สึกว่าเท่าๆกันกับพื้นที่ในตัวรูป

 


ภาพประกอบที่ ๔ – ภาพที่จัดตำแหน่งไม่พอดี เอียงไปทางด้านนึง จะให้ความรู้สึกว่าภาพมันเอียง

ภาพที่ ๓ จะเป็นภาพที่จัดองค์ประกอบได้เหมาะสมสุดในที่นี้ค่ะ ในเบื้องต้นก็จัดแบบไว้กลางภาพให้ได้แบบนี้ไปก่อน ถึงแม้ว่ามันจะดูไม่น่าสนใจนักแล้วก็ให้ความรู้สึกนิ่งๆ แต่มันเป็นเบสิคง่ายๆค่ะ ก็เราวาดหุ่นนิ่งนี่เนอะ ^.^”

“โครงสร้าง” คงไม่ต้องพูดเยอะ เพราะเข้าใจง่ายๆว่าเราขึ้นหุ่นให้มันดูตั้งอยู่ได้อย่างนั้นจริงๆ ไม่ล้ม ไม่บิ้ดๆเบี้ยวๆ


ภาพประกอบที่ ๕ – เปรียบเทียบระหว่างโครงสร้างที่ล้มและบิดเบี้ยวกับโครงสร้างที่เหมาะสม
“สัดส่วน” อาจต้องบรรยายหน่อย สัดส่วนก็คือขนาดที่สัมพันธ์กัน ค่อนข้างสำคัญเลยเพราะถ้าวาดผิดไปจากความจริงก็จะเห็นชัดเลยว่าสิ่งของมันมีรูปร่าง รูปทรงที่ผิดเพี้ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราวาดสิ่งของที่คนเห็นจนคุ้นเคยกับมันแล้ว เช่น


ภาพประกอบที่ ๖ – ภาพเปรียบเทียบสัดส่วนที่ผิดเพี้ยนของขวดน้ำกับสัดส่วนที่สมจริง

 

“น้ำหนัก” คือระดับความอ่อนแก่ของภาพ ภาพที่สวยงามควรจะมีระดับน้ำหนักครบ ตั้งแต่น้ำหนักอ่อนสุดไปจนถึงน้ำหนักเข้มสุด

 ภาพประกอบที่ ๗ – เปรียบเทียบระดับน้ำหนักที่ไม่ครบ กับระดับน้ำหนักที่ครบ

“แสงเงา” ตามความเป็นจริง จะทำให้ภาพออกมาดูสมจริงและมีมิติ เหมือนสามารถจับต้องสิ่งของนั้นได้


ภาพประกอบที่ ๘ – เปรียบเทียบแสงเงาที่ผิดจากความเป็นจริง กับแสงเงาที่สอดคล้องกับความเป็นจริง

สุดท้าย “รายละเอียด”คือคุณลักษณะของพื้นผิว และลวดลายที่ปรากฏบนหุ่น


ภาพประกอบที่ ๙ – เปรียบเทียบงานที่ไม่มีรายละเอียด กับงานที่มีรายละเอียด

และ”ความเรียบร้อย” ในที่นี้คือความเรียบร้อยของเส้นที่ใช้แรเงา


ภาพประกอบที่ ๑๐ – เปรียบเทียบงานที่ไม่เรียบร้อย กับงานที่เรียบร้อย

ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางให้ผู้ฝึกวาดเส้นด้วยตนเองได้ตรวจประเมิณงานของตนเองได้ตามความเหมาะสมค่ะ

โครงการดีๆติวฟรีวาดเส้นครั้งที่ 2 ทำไมต้องฝึกวาดเส้น?

ทำไมต้องฝึกวาดเส้น?

หลายคนคงจะสงสัยว่าไอการ “วาดเส้น” เนี่ย มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรอ? ทำไมทุกมหาวิทยาลัยที่เรียนเกี่ยวกับศิลปะและการออกแบบ จะต้องบังคับให้สอบผ่านวิชาวาดเส้นก่อน ถึงจะเข้าไปเรียนได้
ขอตอบตรงนี้เลยว่า “สำคัญมาก” เพราะผลงานวาดเส้นจะเป็นตัวชี้วัดทักษะที่สำคัญในการสร้างสรรค์ผลงาน และการออกแบบทางด้านทัศนศิลป์ (ศิลปะที่ใช้ตามองเห็น) เกือบทุกประเภท เพราะฉะนั้น หากมหาวิทยาลัยรับนักเรียนที่ไม่มีทักษะตรงนี้มากพอเข้าไปเรียน ผู้เรียนก็อาจจะเรียนไม่ไหว สร้างสรรค์ผลงาน หรือ ออกแบบผลงานได้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร.
ด้วยเหตุผลเท่าที่กล่าวมา ก็เพียงพอที่จะทำให้น้องๆที่สนใจอยากทำงานทางด้านศิลปะและการออกแบบต้องตั้งอกตั้งใจฝึกวาดเส้นกันแล้ว

บรรยากาศการฝึกวาดเส้น

แต่สำหรับคนทั่วไปที่สนใจศิลปะและการออกแบบ อาจไม่ได้ต้องการเรียนต่อหรือนำไปสอบเข้าล่ะ คงสงสัยว่าเอ… แล้ววาดเส้นสำคัญกับเรายังไงล่ะ
ขอตอบว่า “วาดเส้น” สำคัญค่ะ ด้วยเหตุผลเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะเรียนต่อหรือไม่เรียนต่อ แต่ถ้าจุดมุ่งหมายคือคุณต้องการสร้างสรรค์ผลงานที่ใช้ตามองเห็นได้ วาดเส้นก็ยังสำคัญต่อคุณอยู่ดี เพราะวาดเส้นก็คือ “การฝึกสังเกตุ”

การกะขนาดในงานวาดเส้น

ทักษะพื้นฐานในการสังเกตคือ ความสามารถในการกะขนาดและสัดส่วนได้อย่างแม่นยำ

ใช่ค่ะ จุดประสงค์หลักของการวาดเส้นคือการฝึกการสังเกตุ “ฝึกมอง” ให้เห็นความจริงที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งสิ่งนี้สำคัญมากเพราะเราจะรับรู้ภาพต่างๆเข้าไปในสมอง จดจำ ทำความเข้าใจ และ”ถ่ายทอด” กลับออกมาใหม่ด้วยวิธีการต่างๆ
ในวิชาวาดเส้นนี้ เราก็จะถ่ายทอดสิ่งที่เรามองเห็นออกมาด้วย”เส้น”ของดินสอค่ะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญรองลงมาจากการมอง ก็คือ”การควบคุมเส้น”ให้ได้ดั่งใจ
วิธีการฝึกที่เป็นพื้นฐานเริ่มแรก ที่ง่ายที่สุดก็คือการวาดตามจากสิ่งที่ตาเห็น ดังนั้นในการฝึกเราก็จะมองดูแบบและวาดตาม ฟังดูไม่ยากเลยค่ะ ซึ่งสำหรับบางคนก็ไม่ยากจริงๆ แต่สำหรับบางท่านก็ลำบากเหลือเกินเหมือนกัน (ฮ่าๆ) แต่ก็ฝึกได้ค่ะ ฝึกได้.

ดังนั้นเมื่อฝึกวาดเส้นเสร็จ เราก็จะได้ “ภาพเหมือน”ออกมา จึงไม่แปลกค่ะ ที่การวาดเส้นจะถูกเข้าใจว่าเป็นการ”วาดภาพเหมือน” ซึ่งมันคือผลลัพธ์ของการวาดเส้น แต่ความจริงแล้ววาดเส้นคือ “การฝึกสังเกตุ” นะคะ ขอย้ำ. มันทำให้ทักษะของเราเพิ่มพูนขึ้น เพื่อที่จะเอาไปใช้สร้างสรรค์งานต่อไปค่ะ

ตัวอย่างผลงานศิลปนิพนธ์

Art Thesis Project: The Power of Fighting, ผลงานศิลปะนิพนธ์เรื่องพลังแห่งการต่อสู้
ตัวอย่างผลงานสร้างสรรค์จิตรกรรรมไทยประยุกต์เรื่อง พลังแห่งการต่อสู้ แสดงให้เห็นถึงอธิพลของทักษะงานวาดเส้นในงานสร้างสรรค์แบบนามธรรม ซึ่งไม่จำเป็นต้องวาดออกมาเป็นภาพเหมือนจริงเสมอไป.

ภาพบรรยากาศนิทรรศการศิลปนิพนธ์

 

 

โครงการดีๆติวฟรีวาดเส้นครั้งที่ 1 เกริ่นนำ

 

ติวฟรีวาดเส้น เกริ่นนำ

วิชาวาดเส้นถือเป็นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงานหลายอาชีพในสายศิลปะ และยังมีประโยชน์ต่อทุกคนในทางอ้อม จึงถือว่าเป็นความรู้ที่มีประโยชน์กว้างขวางมาก

ในฐานะที่ผู้เขียนซึ่งริเริ่มบทความปันความรู้นี้เป็นผู้ทำงานในสายอาชีพศิลปะ ก็จะขอเริ่มต้นบทความในชุด “โครงการดีๆ ติวฟรีวาดเส้น” เพื่อเป็นประโยชน์แก่นักเรียนที่ต้องการศึกษาต่อทางด้านศิลปะและการออกแบบ และผู้ที่สนใจฝึกพื้นฐานทางศิลปะด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ ด้วย.

โครงการดีๆติวฟรีวาดเส้น

โครงการดีๆ ติวฟรีวาดเส้น

สารบัญ