คลังเก็บป้ายกำกับ: ศิลปะ

โครงการดีๆติวฟรีวาดเส้น ๒๕๕๓

เกริ่นนำโครงการดีๆติวฟรีวาดเส้น

โครงการฯติวฟรีนี้เป็นสิ่งที่เราริเริ่มทำด้วยตนเองเพียงลำพังตั้งแต่เรียนจบมาใหม่ๆแล้วค่ะ เพราะเห็นว่าอาจช่วยประหยัดค่าเรียนพิเศษให้น้องๆนักเรียนและบุคคลทั่วไปที่สนใจฝึกวาดรูปด้วยตนเองได้ โดยเนื้อหาเน้นสำหรับเด็ก ม.ปลายที่กำลังเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยทางด้านศิลปะฯ เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ตั้งใจฝึกฝนด้วยตนเอง และเป็นเครื่องยืนยันแนวคิดที่ว่า “การศึกษานั้นเท่าเทียมและหากมีราคาไม่แพงจนเกินไปแล้ว ชีวิตก็จะมีความสุขได้ง่ายขึ้น” ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จและมีความสุขในชีวิตค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามรับชมเรามาตลอดค่ะ. หากท่านช่วยกันอุดหนุนและแชร์เนื้อหาเหล่านี้ต่อไปก็จะช่วยให้เนื้อหาเหล่านี้ดำรงอยู่คู่กับพวกเราต่อไปได้ค่ะ. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้สร้างสรรค์สิ่งดีๆที่เป็นประโยชน์ต่อเราทุกคนต่อไปค่ะ.

 

(คลิกเพื่อเข้าสู่สารบัญบทความติวฟรีวาดเส้น)

ด้วยความยินดี…เจ้าเป็ดน้อยชวนคุย

ฝึกร่างภาพสัตว์

ภาพร่างศรีษะสุนัข
ภาพร่างศรีษะสุนัข

อย่างที่บอกว่าช่วงนี้จะเริ่มกางหนังสือที่มีในบ้านแล้วฝึกวาดๆตามไปทีละหน้า ทีละเล่ม เพราะรู้สึกว่าก็มีประโยชน์ดี. วันนี้วาดศรีษะสัตว์นะ เค้าบอกให้สังเกตความยาวของปากมัน สัตว์แต่ละชนิดปากจะยาวไม่เท่ากัน ของหมานตัวนี้ปากยาวหนึ่งในสามของความยาวหัวสินะ.

อันนี้ภาพเคลื่อนไหวไว้ดูประกอบกัน เวลาร่างภาพก็ร่างโครงไว้เล็งๆก่อนนะ แล้วค่อยลงรายละเอียด. ก็ต้องร่างโครงก่อนเพราะยังไม่เทพมาก เดี๋ยวถ้าวาดบ่อยๆหลับตาเอาก็มีโครงในหัวไม่ต้องวาดออกมา จะดูเทพขึ้นเอง.

หัวแมว ปากจะดูสั้นลงเนอะ หัวกลมขึ้น ปากยื่นออกมาจากหัวประมาณหนึ่งในสี่ของความยาวหัว.

 

ขั้นตอนการร่างภาพหัวแมว

หัวหนู… หน้าตาดูไม่น่าอภิรมย์เท่าไรนะ ดูโรคจิตนิดๆนะเรา.  ปากยาวออกมาหนึ่งในสามของความยาวหัวเหมือนสุนัข แล้วอะไรทำให้มันต่างจากหัวสุนัขล่ะ. อืม… น่าจะเป็นรูปร่างของกะโหลก(ตรงดั้งมันจะเรียบๆ แต่หมามันจะยุบทีนึง), ขนาดกับตำแหน่งของดวงตา(ของหนูใหญ่กว่าหมา แล้วก็ตำแหน่งวางไปด้านหลังกระโหลกทำให้รู้สึกว่าหน้ายาวกว่า), แล้วก็ใบหูเป็นคนละแบบนะ(หมาจะสามเหลี่ยม แต่หนูจะวงรี)

ขั้นตอนการร่างภาพหัวหนู

ถึงแม้สัตว์พวกนี้เราจะพบเห็นได้บ่อยในชีวิตประจำวัน. แต่การได้มานั่งวาดนั่งมองมันจริงๆจังถึงจะทำให้เราสังเกตเห็นอะไรที่เรามองเห็นมันทุกวันแต่ไม่เคยสังเกตเห็นมันนะ. เพราะฉะนั้นการวาดเส้นก็สำคัญมากนะ  ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เราอาจมองข้ามไป.

มีเวลาก็อย่าลืมฝึกวาดเส้น สังเกตสิ่งรอบตัวบ้างเน้อ. ไปละ.

วาดเส้นนกกระดาษ

หลังจากห่างหายจากบทความวาดเส้นมาหลายสัปดาห์ พอดีเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีสมาชิกบ้านโพรงไม้เราขึ้นบทเรียนใหม่ๆ มีหุ่นวาดรูปใหม่ๆคือนกกระดาษนี่เอง

หุ่นนกกระดาษ

เจ้าหุ่นนกตัวนี้พับโดยเค้ก นักเรียน ม.5 โรงเรียนหัวหิน  ดูจะมีรูปร่างน่าสนใจที่สุดละ อย่างน้อยก็ดีกว่าหุ่นกระดาษพับมั่วๆของจ๋าล่ะนะ ฮ่าๆ  ก็เลยเอามาเผื่อแผ่ให้คนในบ้านได้วาดกันอย่างทั่วถึง วันนี้อากาศดี มานั่งวาดหน้าบ้านกัน  จะเห็นได้ว่าแสงเงาธรรมชาตินั้นนวลเนียนสวยงาม และมีทิศทางชัดเจนไม่สับสนเลยทีเดียว น่าลงเงามาก

ภาพโครงร่างนกกระดาษเต็มแผ่น

เริ่มต้นจากวาดโครงร่างลงไปก่อนด้วยเส้นหยาบที่สามารถลบออกได้ภายหลัง

ภาพบรรยากาศดอนร่างภาพ

กะขนาดให้พอดีกับหน้ากระดาษ อย่าลืมเผื่อที่ใส่เงาตกทอดด้วยนะ

ขั้นตอนที่ 1-2 ตัดเส้น
ภาพโครงร่างนกกระดาษแบบระยะใกล้

ลบเส้นเค้าโครงที่ยุ่งเหยิงออกแล้วตัดเส้นร่างที่ชัดเจนลงไปแทน. ในขั้นตอนนี้ต้องใช้เส้นที่เล็ก คมชัด และมีน้ำหนักบางเบามือที่สุด  อาจตัดให้มีน้ำหนักเส้นแตกต่างกันตามน้ำหนักแสงเงาจริงได้ยิ่งดีนะ

สภาพบรรยากาศตอนโยกย้ายเข้ามานั่งวาดในบ้านตามเดิม
หุ่นนกกระดาษ

เมื่อฟ้าฝนไม่เป็นใจ เห็นข้างนอกอากาศดี แต่อยู่ดีๆฝนก็ตก จึงต้องอพยพหนีเข้ามาวาดต่อในบ้าน.  ได้แสงเงาจากหลอดไฟอีกตามเคย.  ถึงจะดูซับซ้อนแต่ก็ต้องวาดได้ทุกสถาณการณ์ล่ะนะ

ขั้นตอนที่ 2 แรเงาน้ำหนักที่2 ลงไป

ในขั้นตอนการลงเงาลำดับแรกให้เว้นส่วนที่สว่างสุดไว้แล้วลงพื้นที่รอบๆด้วยน้ำหนักอ่อนๆ (น้ำหนัก 2 จาก 8 ใน grayscale)

ขั้นตอนที่ 3 แรเงาน้ำหนัก3

จากนั้นลงน้ำหนักเข้มขึ้นอีกระดับ โดยเว้นน้ำหนักกลางไว้ (ในที่นี้จะเรียกว่าน้ำหนัก3 คือ น้ำหนักที่3 จาก 8ระดับใน grayscale) พอเราได้น้ำหนักอ่อน กลาง เข้ม ครบ 3 ระดับน้ำหนัก ก็จัดว่าได้แนวทาง (guidelines) เป็นเสมือนแผนที่สำหรับเก็บรายละเอียดน้ำหนักที่เหลือให้เข้มขึ้นจนครบ 8 ระดับแล้ว

ภาพวาดนกกระดาษ
ภาพวาดนกกระดาษระยะใกล้

เมื่อเก็บรายละเอียดครบแล้วก็จะได้ผลงานสำเร็จดังนี้

ภาพเคลื่อนไหวขั้นตอนการวาดนกกระดาษ

อันนี้เป็นสรุปขั้นตอนการวาดนกกระดาษแบบเป็นภาพเคลื่อนไหวเล็กๆล่ะนะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านนะ

โอมขอพลังจงอยู่กับผู้ทำเว็บต่อไป จะได้มีแรงมาอัพเว็บเรื่อยๆนะ

ศิลปะบำบัดสมาธิสั้น (ในมุมมองจ๋า)

ต้องขอออกตัวก่อนว่าจ๋าเป็นเพียงผู้สอนคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ได้สัมผัสกับเด็กๆบ้าง ไม่ได้มากมายอะไร และไม่ได้เป็สายตรงที่จบศิลปะเด็กหรือเอกปฐมวัย  แต่เท่าที่สัมผัสและรับรู้ได้นั้น สมาธิสั้นไม่ใช่เรื่องไม่ดี

มันคงจะแย่มากถ้าหากเรานั่งทำงานได้ติดต่อกันเกิน 24 ชั่วโมงต่อวันโดยไม่ลุกไปไหนเลย.  ที่ต้องยกตัวอย่างให้เว่อร์เพื่อจะได้มองเห็นภาพชัดขึ้นว่าการมีสมาธิจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งนานๆก็ไม่ใช่ผลดีเสมอไป

เพื่อปกป้องไม่ให้ร่างกายบาดเจ็บจากการอยู่ในท่าเดิมนานๆธรรมชาติจึงต้องการให้เราเคลื่อนไหวให้มากโดยทำให้เรารู้สึกหมดความสนใจกับสิ่งที่ทำแล้วหันไปทำอย่างอื่นสลับกันแทน เมื่อเห็นดังนี้แล้วการมีสมาธิที่จำกัดจึงเป็นเรื่องธรรมดา.

จ๋าจึงเกิดคำถามหนึ่งขึ้นในใจว่า “สมาธิสั้นมีอยู่จริงหรือไม่?” และเมื่อได้ลองค้นหาคำนี้ดูก็ได้พบกับบทความของคุณหนูดี และเห็นด้วยกับเนื้อความที่ว่า แท้จริงแล้วเด็กสมาธิสั้นเป็นเด็กที่ฉลาดมาก และจะมีสมาธิสูงกับเรื่องที่สนใจเท่านั้น หากเป็นเรื่องที่ไม่สนใจก็จะไม่สามารถจดจ่ออยู่ได้เลย

จริงอยู่ที่อาการสมาธิสั้นถ้าหากมีมากไปจะเป็นผลเสียหายต่อตัวเด็ก การไม่สนใจสิ่งรอบข้างอาจทำให้คุยกับผู้อื่นไม่รู้เรื่อง หรือเรียนหนังสือตามไม่ทัน การควบคุมอารมณ์ไม่ได้อาจทำให้เข้ากับผู้อื่นได้ยากก็จะมีผลกระทบตามมา สุดท้ายการไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งก็จะทำให้สร้างสรรค์งานไม่สำเร็จ และตอกย้ำความรู้สึกว่าตนเองไม่มีความสามารถที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าหากมันมีมากจนทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงแล้วล่ะก็ ก็อาจถูกเรียกว่าเป็นโรคสมาธิสั้นได้

แต่ถึงอย่างนั้นมันจะมีประโยชน์อะไรหากเรามองว่ามันเป็นความบกพร่องที่ทำให้เราแปลกแยกจากคนอื่นๆ เรามามองในแง่ดีว่าเรากำลังรับมือกับเรื่องยากๆ  แต่มันก็เป็นปัญหาปกติที่ชีวิตต้องเผชิญบ้างดีกว่า

ตามความเห็นของจ๋า เด็กที่มีสมาธิสั้นคือเด็กที่ฉลาดมากเกินกว่าปกติด้วยซ้ำไป.  เพราะอะไรถึงทำให้เค้าไม่สนใจสิ่งต่างๆที่เราพยายามยัดเยียดให้เค้าทำ  คำตอบก็คือเพราะเด็กคนนั้นรู้ว่า “เรื่องนั้นมันไม่มีประโยชน์ต่อตัวเขา”  จากทฤษฏีจิตวิทยาปัจเจกบุคคลของ อัลเฟรด แอดเลอร์ ได้อธิบายว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่กระทำสิ่งต่างๆโดยยึดเป้าหมายเป็นสำคัญ แสดงให้เห็นว่าทุกๆการกระทำล้วนต้องมีเป้าหมาย.  ลองคิดดูว่าถ้าหากเราต้องทำกิจกรรมอะไรบางอย่างไปนานๆโดยไม่รู้เหตุผลว่าทำไปทำไม  กิจกรรมนี้มันสำคัญอย่างไร  จ๋าเชื่อว่าไม่นาน เราก็จะเบื่อมันไปเอง  ไม่ต้องให้เด็กมาทำหรอก เอาเป็นผู้ใหญ่โตแล้วนี่แหละ หรือจะแก่แล้วก็ได้ (55+)

เวลากำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน เรามักจะมองจากมุมมองของเราไปสู่ตัวเด็กแล้วคิดแทนเด็ก  ว่าอันนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อตัวเขานะ  อันนี้ไม่มีประโยชน์… ทั้งที่ความจริงเราไม่สามารถรู้ได้ด้วยความคิดของเราเลยว่าอะไรที่มีประโยชน์ต่อตัวเขาจริงๆ.  เรามองแทนเขา เราคิดในแบบของเรา  แต่เราคิดแทนเขา   เราไม่เคยตั้งใจดูจริงๆว่าแท้จริงแล้วเขาชอบเขาสนใจอะไร  นี่คือประเด็นของศิลปะบำบัดสมาธิสั้นในทัศนของจ๋านะ.

เด็กสมาธิสั้นไม่ใช่เด็กมีปัญหาที่ต้องหาทางรักษาโดยการให้ยาหรือการส่งไปบำบัด   มันไม่ใช่ว่าทำแค่นั้นแล้วจะหายได้  แต่คนที่มีอาการสมาธิสั้นเป็นคนฉลาด  เขาสามารถคิดเองได้ดีและต้องการการช่วยเหลือสนับสนุน ต้องการการสนใจ เอาใจใส่ การแนะนำที่ตรงตามความสนใจของเขาก็เท่านั้นเอง.   ถ้าเป็นเด็กเล็ก ก็ควรจะให้ได้ลองทำกิจกรรมหลากหลายแล้วก็สังเกตพฤติกรรมว่าเขาเลือกเขาชอบทางไหนก็ส่งเสริมไปทางนั้น.  มันอาจฟังดูง่าย ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้ง่ายซะทีเดียว.  เพราะสิ่งที่เด็กๆต้องการไม่ใช่แค่กิจกรรมดีๆ หรือคอร์สเรียนราคาแพง แต่เป็นความรักความอบอุ่นและดูแลเอาใจใส่จากคนในครอบครัว คนรอบข้างต่างหาก. ดังนั้นหากต้องการดูแลเด็กที่อยู่ไม่นิ่งเหล่านี้ต้องใช้พลังมาก เพราะดูแลเอาใจใส่แบบเฉพาะเจาะจงเป็นคนๆไป และจ๋าคิดว่าจะเป็นใครไปไม่ได้เลยที่จะทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุดถ้าไม่เริ่มจากตัวผู้ปกครองเอง

มาถึงตรงนี้ถ้าหากจ๋าอยากโฆษณาขายคอร์สเรียนศิลปะบำบัดที่อาจจะราคาสูงสักหน่อยแต่สอนตัวต่อตัวก็คงจะทำได้ (55+) แต่จ๋าไม่ทำหรอก เพราะไม่ค่อยถนัดดูแลเด็กๆด้วยหนึ่ง.  สองก็คือ ไม่ใช่ว่าจ่ายเงินซื้อคอร์สเรียนศิลปะบำบัดแล้วจะหาย.  แต่เด็กๆจะดีขึ้นแน่ มีความสุขขึ้นแน่ๆถ้าหากเค้าได้ทำในสิ่งที่เค้ารักแล้วประสบความสำเร็จ.  คุณเองก็เหมือนกันใช่ไหมล่ะ  ไม่มีใครอยากรู้สึกว่าทำงานอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จหรอก ดังนั้นในการกำหนดกิจกรรมสำหรับเด็กๆ (หรือจะผู้ใหญ่ก็ได้นะ สำหรับทุกคนเลย) ควรคำนึงดังนี้

1. เป็นเรื่องที่น่าสนใจ

ให้ลองคิดถึงตัวเอง ถ้ามีคนมาบังคับให้เราวาด    วาดอะไรก็ไม่รู้ที่เราไม่ได้สนใจเลย  เราจะตั้งใจวาดได้สักแค่ไหน.  การค้นหาความสนใจจริงๆของตนเองเป็นเรื่องลึกลับอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ ถ้าไม่เชื่อก็ลองค้นหาดูด้วยตนเอง. ดังนั้นถ้าเรื่องที่จะทำมันไม่น่าสนใจ มันก็คงไม่ใช่กิจกรรมที่เหมาะกับเราแล้วล่ะ  กับเด็กๆก็เช่นกัน.  ถ้าไม่น่าสนใจสำหรับพวกเขาก็อย่าไปบังคับให้เขาทำ.

2.ง่ายเกินกว่าที่จะล้มเหลว

จ๋าชอบคำนี้ที่สุดเลยนะตอนนี้ เพราะได้สัมผัสอะไรหลายๆอย่างด้วยตนเองแล้วมองว่าวิธีนี้ได้ผลเอามากๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกิจกรรมการสอนเด็กๆด้วย.  ไม่มีใครชอบความล้มเหลว ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่  ถ้าเรื่องที่ทำมันยากเกินไป แม้จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจแค่ไหนก็คงทำใจให้ชอบลำบาก  ดังนั้นถ้าจะชวนเด็กทำกิจกรรมอะไรให้พยายามดูกำลังของเด็กให้มากๆ ว่ามันไม่ง่ายจนน่าเบื่อ และไม่ยากจนเกินจะทำได้ แค่พอตึงๆมือก็น่าสนุกดีแล้วนะ.

3.มีเป้าหมายชัดเจน

ว่าทำไปทำไม. พยายามแสดงจุดหมายปลายทางให้เห็นภาพชัดๆเลยว่าทำไปแล้วจะได้อะไรออกมา เพราะถ้าให้แค่โจทย์แล้วปล่อยให้ทำเองโดยไม่มีภาพขั้นตอนการทำงานแสดงประกอบให้ชัด หรือไม่มีผลลัพท์ให้เห็น ก็คงยากที่จะเข้าใจว่าให้ทำอะไร.  ต่อให้เป็นคนเก่งยังไงก็คงต้องมีหลงทาง มีงงแน่นอนถ้าไม่อธิบายให้ดีก่อน.  อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่หลายคนอย่างเราเองบางครั้งก็ไปไม่ถูกเหมือนกัน

ประเด็นเรื่อง “ทำไมเด็กถึงติดเกมส์?” น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของแนวทางการจัดกิจกรรมให้เด็ก คุณเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมคนชอบเล่นเกมส์มากกว่าเรียนหนังสือ.  เด็กหรือคนที่สมาธิสั้นหลายคนไม่สามารถจดจ่ออยู่กับอะไรได้นานแต่บางคนก็สามารถเล่นเกมส์ได้นานมาก…   จ๋าฟันธงเลยว่าเด็กหรือคนที่ติดเกมส์ไม่ได้สมาธิสั้นจริงๆหรอก. พวกเขาแค่กำลังทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อตัวเองอยู่  จริงอยู่การเล่นเกมส์อาจไม่มีประโยชน์ในสายตาคนรอบข้างแต่ในโลกของเด็กๆที่เล่นเกมส์ ชัยชนะและกิจกรรมในเกมส์ทำให้ชีวิตของพวกเขามีความหมาย และเต็มไปด้วยคุณค่า.  ทำไมเกมส์ถึงให้ความรู้สึกแบบนั้นได้.  เพราะพวกเขาได้ออกแบบกิจกรรมมาอย่างระมัดระวังต่อการกระทบจิตใจของผู้เล่นโดย 1.มีเป้าหมายชัดเจน  2.ง่ายเกินกว่าที่จะล้มเหลว  และ3.มันดูน่าสนใจ.  แล้วเราจะพบว่าเด็กๆที่เล่นเกมส์จะค่อยๆดึงตัวเองออกจากโลกแห่งความเป็นจริงที่ชีวิตล้มเหลว และเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนที่ชีวิตตัวเองโดดเด่นและประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น. ถ้าหากเรารู้เท่าทันอย่างนี้แล้วในฐานะคนในครอบครัว หัวหน้าครอบครัวหรือผู้ปกครอง ก็สามารถต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้โดยการจัดสภาพแวดล้อมให้ดูดีกว่าในเกมส์ซะ เพื่อดึงเด็กๆออกมาโดยพลัน .  อนึ่งเกมส์ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยนะถ้าเล่นแต่น้อย ออกกำลังกายให้มากๆ (55+)

ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครองที่สนใจดูแลเด็กๆที่อยู่ไม่นิ่งที่บ้านด้วยนะคะ  ขอบคุณที่ติดตามบทความในเว็บบ้านโพรงไม้มาโดยตลอดค่ะ.

แผนที่บ้านโพรงไม้หัวหิน

ปล. ห้องเรียนศิลปะบ้านโพรงไม้ยินดีต้อนรับผู้สนใจฝึกฝนวิชาวาดรูปอย่างจริงจังเสมอ.  จ๋าสามารถสอนวาดรูปได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ที่จำกัดเอาไว้ว่ารับเฉพาะเด็กโตตั้งแต่มัธยมขึ้นไปเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเล็กถูกบังคับให้เรียนวาดรูปแบบเด็กโตทั้งๆที่ไม่ได้สนใจ เพราะจ๋าไม่ได้สอนแบบศิลปะเด็กซึ่งต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ. แต่ถ้าคิดว่าเด็กเล็กของคุณสนใจวาดรูปเป็นพิเศษก็สามารถเข้ามาได้เสมอค่ะ จ๋ายินดีต้อนรับ

จ๋าสามารถสอนให้คนที่สนใจวาดรูปสามารถวาดเก่งขึ้นได้

แต่ไม่สามารถทำให้คนที่ไม่ได้สนใจวาดรูปหันมาวาดได้

ฉะนั้นถ้าหากตั้งใจว่าจะฝึกวาดรูปแล้วก็ติดต่อกันมาได้เสมอค่ะ

 

ภาพวาดหมูน้อยของขวัญ (happy pig gift)

ลิ้งสำหรับซื้อภาพเจ้าหมูน้อย (Click link to buy this pig picture)
เจ้าหมูน้อยถูกผูกด้วยริ้บบิ้นสีแดงสำหรับเป็นของขวัญ. The little pig is tied with a red ribbon for a gift.

 

หมูน้อยภาพนี้วาดเอาไว้นานแล้วตั้งแต่ปี 2017 แต่พึ่งรื้อเอามาส่ง istock เมื่อไม่กี่วันมานี้ มาดูกันดีกว่าว่าภาพหมูน้อยใช้ทำอะไรได้บ้าง

แรกเริ่มเดิมทีวาดขึ้นมาเพื่อเป็นโปสการ์ดให้ญาติผู้ใหญ่ พอดีท่านเกิดในปีหมู จึงจัดว่ามีเนื้อหาเชื่อมโยงกันดีกับปีนักษัตร  เราลองมาคิดกันดีกว่าว่ารูปหมูนี้จะเอาไปใช้ตกแต่งในงานไหน ได้บ้าง

1.ตรุษจีน

เพียงแค่นำาภาพวาดที่ไดคัทตัดฉากหลังออกแล้ววางลงบนพื้นสีสันต่างๆ คุณก็สามารถทำภาพประกอบงานต่างๆได้ง่ายๆแล้ว  ในที่นี้เทศกาลตรุษจีนเราจะใช้พื้นหลังสีแดงตามความนิยมกัน ส่วนตัวอักษรสีอ่อนตัดกับพื้นหลังจะเห็นได้ชัดเจนดี ในที่นี้ใช้สีเหลืองให้ความรู้สึกมั่งคั่งเหมือนทองอร่ามตาดี ตามเทศกาลนี้จะพบเห็นได้ทั่วไปเลยค่ะ  ส่วนฟอนต์นี้เป็นฟอนต์แจกฟรีที่ดูเข้ากับตรุษจีนดีและสวยชื่อ DNS YaoWaRat สามารถตามไปโหลดได้ที่เว็บนี้ค่ะ thaifreewaredowload.com

2.สุขสันต์วันเกิดคนปีหมู

แค่เปลี่ยนสีพื้นหลัง อารมณ์ก็เปลี่ยนทันทีเลยค่ะ แถมยังใส่ลายเส้นให้กับพื้นหลังได้อีกนิดหน่อยแต่กลับทำให้งานดูน่าสนใจมากขึ้น ก็เป็นอีกไอเดียในการออกแบบตกแต่งภาพด้วยพื้นหลังแบบง่ายๆค่ะ

3.ภาพประกอบเนื้อหาสำหรับเด็กน้อย

พื้นหลังสีสดใสประกอบกับฟ้อนต์กลมมน สื่อถึงความสดใสน่ารักแบบเด็กๆได้  ตัวภาพประกอบก็เป็นงานสไตล์เด็กๆอยู่แล้วค่ะจึงเข้ากันได้เป็นอย่างดี

4.ขายหมูโดยตรง (เอ๊ะ จะดีเรอะ! เจ้าหมูหน้าซีดเลยทีเดียว)

เปลี่ยนจากฟ้อนต์กลมมนมาเป็นตัวคมๆตรงๆก็ดูเป็นการค้าพาณิชย์ได้แล้วค่ะ พร้อมกับเติมเส้นแหลมจูงใจด้านหลังเข้าไปหน่อย ช่วยเรียกร้องความสนใจได้มากทีเดียว

ก็จบลงเท่านี้วันนี้ สำหรับไอเดียแต่งภาพง่ายๆให้ทุกท่านลองเอาไปใช้งานกันดู  อย่าลืมช่วยกันอุดหนุนภาพหมูน้อยของจ๋าด้วยนะคะ ขอบคุณที่ติดตามชมบทความในเว็บไซต์บ้านโพรงไม้ค่ะ

Thank you for reading and You can buy this image from here. Click to buy “Happy pig gift”

ทำไมต้องเรียนมหาวิทยาลัยศิลปะ?

ทำไมต้องเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในคณะศิลปกรรมฯ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง จึงจะทำงานศิลปะได้ดี. ในมหาวิทยลัยสาขานี้เขาเรียน เขาสอนเกี่ยวกับอะไรกัน. แล้วทำไมรูปแบบการสอนจึงมีแบบแผนเช่นทุกวันนี้

ถ้าเอาเท่าที่จำได้ วิชาที่เรียนในมหาวิทยาลัยก็จะมีวาดเส้นพื้นฐาน, และพื้นฐานเทคนิคการสร้างสรรค์งานรูปแบบต่างๆ ทั้งพิมพ์ เพ้นท์(สีน้ำ, สีโปสเตอร์, สีน้ำมัน, สีอะคิลิก) ปั้น ศิลปะไทย, สิ่งทอ, องค์ประกอบศิลป์หรือออกแบบ , ประวัติศาสตร์ศิลป์, สุนทรียศาสตร์, ระเบียบวิธีวิจัย ฯลฯ ซึ่งจะปูพื้นไปสู่การทำศิลปนิพนธ์ตามความสนใจเพื่อจบหลักสูตรในปี 4

ทั้งหมดนี้จ๋าจะลองอธิบายคร่าวๆเพื่อให้เหตุผลในการต้องเรียนแต่ละอย่างดู.

1. วาดเส้น – ฝึกทักษะในการสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวเพื่อนำข้อมูลมาคิดงานใหม่ และถ่ายทอดความคิดนั้นออกมาเป็นผลงานสร้างสรรค์ ถือว่าเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญมาก

2. องค์ประกอบศิลป์ – เป็นวิชาที่หน่วยกิตหนักมากสำหรับสายศิลปะ และถ้าหากไม่เข้าใจหลักการก็จะรู้สึกเหมือนเล่นหวยเลย ว่าส่งงานไปคราวนี้จะได้เกรดอะไร (ประมาณว่าเอาใจอาจารย์ไม่ถูก) แต่ความจริงแล้ววิชานี้เรียกว่าเป็นหัวใจของการสร้างสรรค์งาน เพราะเป็นวิธีที่คนรุ่นก่อนๆเค้าได้สังเกตไว้แล้วว่าจัดวางแบบนี้แล้วทำให้งานสวยงาม น่ามอง น่าดึงดูดสายตา. สรุปมันคือศาสตร์ในการจัดวางให้สวยงาม ถือเป็นภาษาภาพ เป็นภาษาทางศิลปะ(ทัศนศิลป์)

 

3. พื้นฐานเทคนิคสร้างสรรค์งาน – แบ่งออกเป็นหลายสาขาตามที่กล่าวคือ ภาพพิมพ์, เพ้นท์, ปั้น, ศิลปะไทย, สิ่งทอ, ซึ่งในแต่ละสาขาก็แตกแขนงย่อยได้อีก เช่นในเอกเพ้นท์ก็มีเทคนิค สีไม้ สีน้ำ สีโปสเตอร์ สีน้ำมัน สีอะคิลิก ฯลฯ เป็นต้น. แสดงให้เห็นว่าโลกของการสร้างสรรค์งานกว้างใหญ่ไพศาลมาก.  แค่เลือกเรียนศิลปะอย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องเลือกเทคนิคในการสร้างสรรค์งานให้ถูกกับจริตของตัวเองด้วย. เพราะในแต่ละเทคนิคก็มีรายละเอียดของมันอยู่มากเช่นกัน.  มันเป็นไปได้ยากที่คนๆเดียวจะชำนาญได้ทุกเทคนิค.  ดังนั้นในช่วงปี1- ปี2 นักศึกษาศิลปะก็จะได้เรียนพื้นฐานพวกนี้แหละ เพื่อจะได้ทดลองทำความรู้จักกับเทคนิคต่างๆดู ดูว่าตัวเองชอบใจหรือถนัดแบบไหน จะได้เลือกเทคนิคนั้นๆไปใช้สร้างสรรค์งานต่อไปในอนาคต จึงเรียกได้ว่าเรียนแบบหว่านไปหมดนั่นแหละ

4. ประวัติศาสตร์ศิลป์ กับสุนทรียศาสตร์ – เรียนเพื่อจะได้รู้ว่ารูปแบบ รูปร่างหน้าตาของศิลปะที่มีในโลกนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรบ้าง มีที่มาที่ไปอย่างไร สำคัญยังไง เค้าสร้างสรรค์งานกันยังไง งานที่ดีๆมันเป็นยังไง. เรียนรู้ไว้จะได้ดูเป็นเยี่ยงอย่าง. ส่วนสุนทรียศาสตร์ก็ให้เรียนรู้ว่ารสนิยมของคนในโลกนี้แต่ละยุคแต่ละสมัย แต่ละพื้นที่เค้าชอบแบบไหนกัน เขาชอบไม่เหมือนกันนะ จะได้มีข้อมูล มีแนวทางที่จะเอาไว้สร้างสรรค์งานของตัวเอง. จะได้รู้ว่าเราจะไปเข้ากับพวกรสนิยมแบบไหน ไปอยู่กลุ่มไหนว่างั้น

5. ระเบียบวิธีวิจัย – หรือเตรียมศิลปะนิพนธ์ วิชานี้เป็นวิชาที่น่าสนใจมาก เพราะเกี่ยวกับการค้นหาตัวเอง.  วิทยานิพนธ์ของศิลปะไม่เหมือนกับคณะอื่นๆตรงที่ ศิลปะจะถามถึงความสำคัญต่อตัวเอง. ถ้าเรื่องที่เราเลือกทำมันสำคัญต่อตัวเองแต่ไม่ได้สำคัญต่อคนอื่น มันก็ยังถือว่าสำคัญในทางศิลปะ  แต่ถ้าเป็นคณะอื่นๆ หัวข้อที่จะเลือกทำจะต้องมีประโยชน์ต่อคนส่วนมาก ในทางกลับกันก็คือถึงไม่ใช่เรื่องที่ผู้เรียนสนใจแต่มันมีประโยชน์ต่อคนอื่นก็น่าทำมากกว่า  แต่ว่าศิลปะนั้นแตกต่างกันอย่างสิ่นเชิงเลย.  เพราะแทะจะเป็นเพียงสาขาเดียวเลยที่ถามว่า “เราชอบอะไร” ซึ่งจ๋ามองว่ามันมีคุณค่ามาก เพราะเราจะไม่ได้พบเจอช่วงเวลาแบบนี้ที่ไหนอีกแล้ว. มันคือช่วงเวลาแห่งการค้นหาตัวตนอย่างแท้จริง

เมื่อเรียนรู้ศิลปะตามหลักสูตรมา 3 ปี ปีสุดท้ายเราก็จะได้นำความรู้ที่เรียน ทักษะที่ฝึกมาสร้างสรรค์งานของตนเองกัน. ก็พยายามสร้างออกมาให้ดูดีที่สุดในระยะเวลา 4 เดือน  เมื่อเรียนจบก็จะมีการจัดแสดงศิลปนิพนธ์ พร้อมกับหอบหิ้วผลงานของตนเองออกไปหางานทำ หรือรับงานทำ หรือบ้างก็เปิดร้านขายของตัวเองไปตามเรื่องตามราวที่ได้สร้างสรรค์มานั่นเอง

 

จะเห็นได้ว่าการเรียนจบจากมหาวิทยาลัยศิลปะ ช่วยเพิ่มความชำนาญเป็นอย่างมากในการคิดสร้างสรรค์ และลงมือทำชิ้นงานออกมาให้ปรากฏ. ตั้งแต่วิธีเรียบง่ายที่สุดอย่างการวาดออกมาให้เห็น ไปจนกระทั่งใช้เทคนิคต่างๆทำออกมาให้ดูเป็นชิ้นงานที่จับต้องได้มากขึ้น. ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาที่รู้รายละเอียดงานนั้นๆดีเข้ามาสร้างสรรค์งานทั้งสิ้น  เพราะหากไม่มีความรู้ความชำนาญก็ไม่สามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานให้สวยงาม น่าสนใจ และมีรูปลักษณ์ที่มีคุณภาพได้