ในกรณีเขียนตอบข้อสอบกฎหมายให้วางหลักกฎหมายก่อนแล้วจึงพิจารณาตามหลักวินิจฉัยดังนี้

บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้…

  1. กระทำ
  2. ครบองค์ประกอบความผิด
  3. เจตนา
  4. ผลนั้นสัมพันธ์กับการกระทำ
  5. ไม่มีเหตุยกเว้นความผิด
  6. ไม่มีเหตุยกเว้นโทษ
  1. กระทำ ตามมาตรา 59 วรรค 1 คือ
    1. กระทำจะต้องรู้สำนึก หากไม่รู้สำนึกเช่น การกระทำของทารก, ละเมอ, ชัก, จับมือทำ, สะกดจิต เหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นการกระทำ
    2. การกระทำเกิดจากการเคลื่อนไหว หรือไม่เคลื่อนไหวก็ได้
      1. การเคลื่อนไหว เช่น
        1. การทำเอง หรือ
        2. การใช้เครื่องมือทำ
      2. การไม่เคลื่อนไหว เช่น
        1. งดเว้น กรณีที่ถือว่าเป็นการงดเว้นตามมาตรา 59 วรรค 5 ดังนี้
          1. การงดเว้นของบุคคลผู้มีหน้าที่ต้องช่วยตามกฎหมายแต่ไม่ยอมช่วย
          2. หน้าที่ที่จะต้องช่วยนี้อาจเกิดจากการยอมรับว่าจะช่วยก็ได้ เมื่อปรากฎว่าไปรับเอาว่ามีหน้าที่ต้องช่วยแล้วไม่ช่วยก็ถือว่าเป็นการงดเว้นด้วย
          3. การช่วยไม่สุด หมายถึงเป็นหน้าที่ที่เกิดจากการเริ่มต้นลงมือช่วยเหลือแล้ว ภายหลังกลับมาเปลี่ยนใจไม่ช่วย ล้มเลิกการช่วยเหลือซะ ทั้งๆที่สามารถช่วยเหลือต่อไปให้สำเร็จได้. ก็ถือว่าเป็นการงดเว้นไม่ทำหน้าที่ให้สำเร็จด้วย
          4. ผู้ที่มีความสัมพันธ์พิเศษ
        2. ละเว้น
    3. นอกจากนี้การกระทำจะผิดไปจากเจตนา การกระทำเหล่านี้ก็ยังถือว่าเป็นความผิดด้วย
      1. พลาด ตามมาตรา 60
      2. สำคัญผิดบุคคล ตามมาตรา 61
      3. สำคัญผิดข้อเท็จจริง ตามมาตรา 62
  1. ครบองค์ประกอบความผิด ตามมาตรา 59 วรรค 3 ดังนี้
    1. ผู้กระทำ
    2. การกระทำ
    3. วัตถุแห่งการกระทำ
  2. เจตนา แบ่งออกเป็นสองกรณีตามมาตรา 59 วรรค 2 คือ
    1. ประสงค์ต่อผล
    2. ย่อมเล็งเห็นผล
    3. เว้น แต่จะเป็นกรณีดังนี้ ที่ไม่เจตนาแต่ก็ถือว่ามีความผิด
      1. ประมาท ตามมาตรา 59 วรรค 4
      2. กรณีเป็นความผิดลหุโทษตามมาตรา 104
  3. ผลนั้นสัมพันธ์กับการกระทำ
    • ตามหลักกฎหมายทั่วไป แบ่งออกเป็นสองกรณีคือ
      • ผลโดยตรง กับ
      • ผลธรรมดาตามมาตรา 63
  4. ไม่มีเหตุยกเว้นความผิด ดังนี้
    1. ตามหลักป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย มาตรา 68
    2. ตามหลักกฎหมายทั่วไปเรื่อง
      • จารีตประเพณี
      • ความยินยอม
    3. คำสั่งฯ ตามมาตรา 70
    4. กรณีสำคัญผิดในข้อเท็จจริงตามมาตรา 62 แต่กระทำต่อทรัพย์ตาม ป.พ.พ.
    5. กรณีสำคัญผิดในข้อเท็จจริงตามมาตรา 62 แต่เป็นการกระทำต่อทรัพย์ระหว่างสามีกับภรรยาตามมาตร 71
  5. ไม่มีเหตุยกเว้นโทษ ดังนี้
    1. จำเป็น มาตรา 67
    2. โรคจิต มาตรา 65
    3. มึนเมา มาตรา 66
    4. เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ตามมาตรา 73 – 74

นอกจากนี้ยังมีเหตุลดโทษ ดังนี้

  1. ไม่รู้กฎหมาย มาตรา 64
  2. กรณีรู้ตัว
    1. โรคจิต ตามมาตรา 65 วรรค 2
    2. มึนเมา ตามมาตรา 66
  3. ป้องกันเกิน มาตรา 69
  4. ทรัพย์ญาติ มาตรา 71 วรรค 2
  5. บันดาลโทสะ มาตรา 72
  6. เด็กอายุไม่เกิน 20 ปี มาตรา 75 และมาตรา 76
  7. เหตุบรรเทาโทษกึ่งหนึ่ง มาตรา 78

วินิจฉัยในส่วนของบุคคลผู้กระทำความผิดเพิ่มเติมจากกรณีปกติคือ กรณีที่เป็นความผิดแม้เพียงแต่พยายามกระทำความผิด, กับกรณีที่แม้เพียงแต่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดก็มีความผิด ดังนี้

  1. พยายาม
    1. พยายาม. โทษ 2/3 ตามมาตรา 80
    2. พยายามที่เป็นไปไม่ได้. โทษ 1/3 ตามมาตรา 81
    3. กลับใจ. ไม่ต้องรับโทษ ตามมาตรา 82
    4. กรณียกเว้นที่เพียงแต่พยายาม ไม่ต้องรับผิด ในกรณีที่เป็นความผิดลหุโทษ ตามมาตรา 105
  2. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
    1. ตัวการ. โทษเท่ากับผู้กระทำ ตามมาตรา 83
    2. ผู้ใช้. โทษเท่ากับผู้กระทำ หรือ 1/3 ตามมาตรา 84
    3. ผู้โฆษณา. โทษเท่ากับผู้กระทำ หรือ 1/2 ตามมาตรา 85
    4. ผู้สนับสนุน. โทษ 2/3 ตามมาตรา 86
    5. เกินขอบเขต ตามมาตรา 87
    6. ขัดขวางเอง ตามมาตรา 88
    7. เหตุในลักษณคดี ตามมาตรา 89