ความผิดเกี่ยวกับการปกครองอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ความผิด ลักษณะ 2 นับตั้งแต่มาตรา 136 ถึง มาตรา 166 มีจำนวนทั้งสิ้น 31 มาตรา แบ่งออกเป็น 2 หมวดคือ

  1. ความผิดต่อเจ้าพนักงาน
  2. ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

หัวข้อ

  1. ความผิดต่อเจ้าพนักงาน นับตั้งแต่มาตรา 136 ถึงมาตรา 146 รวมทั้งสิ้น 11 มาตรา แบ่งออกเป็น 4 เรื่อง คือ หนึ่ง ความผิดที่กระทำต่อเจ้าพนักงาน, สอง ความผิดที่กระทำต่อตรา เครื่องหมาย ทรัพย์สินหรือเอกสารอันเจ้าพนักงานได้ทำหรือรักษาไว้, สาม ความผิดเกี่ยวกับการเรียกทรัพย์สิน และให้สินบนเจ้าพนักงาน, สี่ ความผิดเกี่ยวกับการแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน กล่าวเรียงตามมาตรา ดังนี้
    1. ความผิดที่กระทำต่อเจ้าพนักงาน
      1. ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน มาตรา 136
      2. แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน มาตรา 137
      3. ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน มาตรา 138
      4. ข่มขืนใจเจ้าพนักงาน มาตรา 139
      5. เหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น มาตรา 140
    2. ความผิดที่กระทำต่อตรา เครื่องหมาย ทรัพย์สินหรือเอกสารอันเจ้าพนักงานได้ทำหรือรักษาไว้
      1. กระทำต่อตราหรือเครื่องหมาย มาตรา 141
      2. กระทำต่อทรัพย์สินหรือเอกสาร มาตรา 142
    3. ความผิดเกี่ยวกับการเรียกทรัพย์สินและให้สินบนเจ้าพนักงาน
      1. เรียกทรัพย์สินเพื่อจูงใจเจ้าพนักงาน มาตรา 143
      2. ให้สินบนเจ้าพนักงาน มาตรา 144
    4. ความผิดเกี่ยวกับการแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน
      1. ความผิดเกี่ยวกับการแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน มาตรา 145
      2. แต่งเครื่องแบบโดยไม่มีสิทธิ มาตรา 146
  2. ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ นับตั้งแต่มาตรา 146 ถึง มาตรา 166 รวมทั้งสิ้น 21 มาตรา ดังนี้
    1. ความผิดเกี่ยวกับเจ้าพนักงานยักยอก มาตรา 147
    2. ความผิดเกี่ยวกับการใช้อำนาจในตำแหน่งข่มขืนใจเอาทรัพย์ มาตรา 148
    3. ความผิดเกี่ยวกับการเรียก รับ หรือยอมจะรับสินบน มาตรา 149
    4. ความผิดเกี่ยวกับการเรียก รับ หรือยอมจะรับสินบนก่อนรับตำแหน่ง มาตรา 150
    5. ความผิดเกี่ยวกับการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต มาตรา 151
    6. ความผิดเกี่ยวกับการเข้ามีส่วนได้เสียในกิจการในหน้าที่ มาตรา 152
    7. ความผิดเกี่ยวกับการจ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่าย มาตรา 153
    8. ความผิดเกี่ยวกับการเรียกเก็บหรือไม่เรียกเก็บภาษีอากรโดยทุจริต มาตรา 154
    9. ความผิดเกี่ยวกับการกำหนดราคาทรัยพ์สินหรือสินค้าโดยทุจริต มาตรา 155
    10. ความผิดเกี่ยวกับการตรวจสอบบัญชีโดยทุจริต มาตรา 156
    11. ความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต มาตรา 157
    12. ความผิดเกี่ยวกับการทำให้เสียหายซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสาร มาตรา 158
    13. ความผิดเกี่ยวกับการทำให้เสียหายซึ่งตราหรือเครื่องหมาย มาตรา 159
    14. ความผิดเกี่ยวกับการใช้ดวงตราหรือรอยตราโดยมิชอบ มาตรา 160
    15. ความผิดเกี่ยวกับการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่มีหน้าที่ มาตรา 161
    16. ความผิดเกี่ยวกับการรับรองหรือกรอกข้อความลงในเอกสารอันเป็นเท็จ มาตรา 162
    17. ความผิดเกี่ยวกับพนักงานไปรษณีย์หรือโทรศัพท์กระทำมิชอบ มาตรา 163
    18. ความผิดเกี่ยวกับการกระทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับในราชการ มาตรา 164
    19. ความผิดเกี่ยวกับการป้องกันหรือขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย มาตรา 165
    20. ความผิดเกี่ยวกับการละทิ้งงานหรือกระทำเพื่อให้งานหยุดชะงักหรือเสียหาย มาตรา 166
  • ความนำ
    1. ความหมายของคำว่า “เจ้าพนักงาน”
      1. บุคคลที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะว่าเป็นเจ้าพนักงาน
      2. บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่ว่าเป็นการประจำหรือชั่วคราว
    2. ความหมายของคำว่า “โดยทุจริต”
      1. “โดยทุจริต”
      2. เพื่อแสวงหาประโยชน์

ความผิดต่อเจ้าพนักงาน

ความผิดที่กระทำต่อเจ้าพนักงาน

มาตรา 136. ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

มาตรา ๑๓๖  ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ดูหมิ่น” เป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน หมายถึง การแสดงความดูถูก เหยียดหยาม ด่า หรือสบประมาทผู้อื่น ทั้งนีอาจแสดงด้วยกริยา วาจา ท่าทาง และจะกระทำต่อหน้าหรือลับหลังก็ได้ เช่น ให้ของลับ, ด่านายสถานีว่าเป็นหมา ไม่ใช่คน ว่าผู้ใหญ่บ้านว่า ผู้ใหญ่บ้านหมาๆ เย็ดแม่, ด่าตำรวจว่าตำรวจชาติหมา, ว่าตำรวจที่จับจำเลยว่า ผมผิดแค่นี้ ใครๆก็ผิดได้ ทำไมมาว่าผม อย่างคุณจะเอาผมไป คุณถอดเครื่องแบบมาชกกันตัวต่อตัวดีกว่า, หรือ รถคันนี้ทำไมไม่จับ คนก็แน่นเหมือนกัน หรือจะแกล้งจับเฉพาะผมคนเดียวเท่านั้น จราจรลำพูนไม่ให้ความยุติธรรม, หรือพูดว่าตำรวจเฮงซวยถือว่ามีอำนาจก็ทำไปตามอำนาจ จะต้องให้เจอมีดเสียบบ้าง, หรือว่าตำรวจว่าคุณแกล้งจับผม, หรือพูดกับนายตำรวจว่า ผู้กองอย่างมึงจะเอาอะไรกับกู นี่หรือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์, ขู่เจ้าพนักงานตำรวจว่า อ้ายจ่า ถ้ามึงจับกู กูจะเอามึงออก, ชี้หน้าปลัดอำเภอและพูดว่า ปลัดอำเภอจะเป็นบ้าหรืออย่างไร มาขัดขวางกลั่นแกล้งเลือกที่รักมักที่ชังไม่ให้ความยุติธรรม, ตำรวจแกล้งจับ เหล่านี้ล้วงเป็นตัวอย่างของการดูหมิ่นทั้งสิ้น.

อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำซึ่งไม่สุภาพ คำติชมตามปกติวิสัย หรือพูดด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ถือเป็นการดูหมิ่นเช่นใช้คำว่า “มึง-กู” กับเจ้าพนักงาน, หรือพูดว่าผู้กองอย่างนี้เอากฎหมายมาพูด ไม่มีศีลธรรม หรือว่าตำรวจว่า พวกมึงตำรวจไม่มีความหมายสำหรับกู อยากจะจับก็มาจับเลย ในเมื่อกูไม่ได้กระทำผิด, หรือกล่าวตำหนิว่า คุณเป็นนายอำเภอได้อย่างไร ไม่รับผิดชอบ, หรือพูดท้าทายตำรวจว่า ถ้าแน่จริงถอดปืนที่เอวมาต่อยกันตัวต่อตัวและถ้าแน่จริงมายิงหันคนละนัดก็ได้ไม่ต้องใช้กำปั้น ใช้ปืนดีกว่า, หรือพูดว่า แค่ร้อยตำรวจโทนั้นกระจอกไม่อยากคุยด้วยหรอก

ดูหมิ่นกับหมิ่นประมาทนั้นต่างกัน หมิ่นประมาทเป็นเรื่องที่ผู้กระทำใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม และทำให้บุคคลที่สามรู้สึกดูถูกดูแคลนผู้ถูกใส่ความนั้น คือให้ชื่อเสียงในชุมชนของผู้ถูกใส่ความลดค่าเสื่อมลง ส่วนดูหมิ่นไม่จำต้องกล่าวต่อบุคคลที่สาม และเป็นเรื่องที่ผู้กระทำนั้นเองรู้สึกดูถูก เหยียดหยามหรือเกลียดชังผู้ถูกดูหมิ่น เช่น การด่าด้วยคำหยาบคายว่า ไอ้เหี้ย ไม่ทำให้ผู้ถูกดำเสียชื่อเสียง ไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท แต่เป็นการดูหมิ่น ฉะนั้น การดูหมิ่นจึงอาจไม่เป็นหมิ่นประมาท แต่หมิ่นประมาทอาจเป็นการดูหมิ่นไปในตัวได้ ถ้าผู้หมิ่นประมาทได้กระทำการอันดูหมิ่นผู้ถูกหมิ่นประมาทด้วยถือเป็นความผิดหลายบทตามมาตรา 90 อย่างไรก็ตาม มาตรา 136 ต้องเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ถ้าเป็นหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานโดยไม่มีลักษณะดูหมิ่นด้วยก็เป็นความผิดมาตรา 326 ไม่ผิดตามมาตรา 136

มาตรา 137. แจ้งความเท็จ

มาตรา ๑๓๗  ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 138. ต่อสู้ขัดขวาง

มาตรา ๑๓๘  ผู้ใดต่อสู้ หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการต่อสู้หรือขัดขวางนั้น ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ต่อสู้ขัดขวาง

“ต่อสู้” ในที่นี้หมายถึง การกระทำใดๆอันเป็นการขัดขืนหรือโต้แย้งอำนาจของเจ้าพนักงานแต่ไม่ถึงกลับลงไม้ลงมือกับเจ้าพนักงาน เช่น ตำรวจเข้าจับกุม ก็สะบัดหรือดิ้น ไม่ยอมให้จับแต่ไม่ชกหรือทำร้ายตำรวจ การต่อสู้จะต้องไม่ถึงกับทำร้ายหรือใช้กำลังประทุษร้าย เพราะถ้าใช้กำลังประทุษร้ายก็เป็นความผิดตามวรรคท้ายไป แต่ต้องเป็นการกระทำที่แสดงออกมาไม่ใช่นิ่งเฉยๆ เช่น ตำรวจจับกุมจะพาไปสถานีตำรวจ แต่ไม่ยอมไปนั่งเฉยหรือนอนเสีย ตำรวจต้องยกใส่รถพาไป อย่างนี้ไม่ใช่การต่อสู้ เพราะมิได้กระทำการใดๆ อันเป็นการขัดขืนอำนาจของตำรวจ

ฎ. 5980/2540

“ขัดขวาง” หมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดอุปสรรคหรือความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน แต่ไม่ถึงกับขัดขืนไม่ให้บรรลุผลเสียทีเดียวเพียงทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานลำบากขึ้น เช่น ตำรวจไล่จับ พอตนเองวิ่งข้ามสะพานไปแล้ว ก็ดึงไม้กระดานทอดสะพานออกไม่ให้ตำรวจข้าม หรือยิงปืนขึ้นฟ้าขู่มิให้ไล่จับกุมต่อไป ถือเป็นการขัดขวางเจ้าหน้าที่ การขัดขวางนี้อาจเป็นการกระทำของผู้อื่นที่สอดแทรกเข้ามาก็ได้ เช่น ตำรวจไล่จับแดง เขียวกั้นกลางมิให้ตำรวจจับแดงได้ หรือเขียวดึงสะพานออกไม่ให้ดำรวจข้าม เป็นต้น

ฎ. 568/2536

การต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงาน ตามกฎหมาย ผู้กระทำจะต้องกระทำโดยเจตนา และจะต้องรู้ด้วยว่าผู้ที่ตนต่อสู้ขัดขวางนั้นเป็นเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายหากผู้กระทำไม่รู้ข้อเท็จจริงนี้ ก็ไม่ถือว่ามีเจตนา

ฎ. 148/2513 ต่อสู้ชกต่อยขัดขวางไม่ให้ตำรวจค้นเพราะตำรวจไม่ได้แต่งเครื่องแบบและต่างคนต่างก็ไม่รู้จักกันทั้งยังอยู่ในที่เปลี่ยว ไม่ผิด

ฎ. 2202/2522 โต้เถียงชกต่อยกับตำรวจด้วยเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และโดยไม่รู้ว่าเป็นตำรวจ ไม่ผิด

ฎ. 3231/2531 ไม่ยอมให้ตำรวจค้นรถเพราะเคยถูกตำรวจคนนั้นกลั่นแกล้งมาก่อน สุดท้ายกลับยอมให้ค้น. ขาดเจตนาต่อสู้ขัดขวาง. ไม่ผิด

ฎ. 2608/2535 เด็กวัยรุ่นต่อสู้ขัดขวางไม่ให้ตำรวจจับกุม ไม่ผิด เพราะตำรวจไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่าวัยรุ่นคนใดหมิ่นตน และไม่ได้แต่งเครื่องแบบ

ฎ. 1954/2546 ต่อสู้ชกต่อยหรือใช้มีดแทงเพื่อขัดขวางไม่ให้คนที่สวมกางเกงสีกากี สามเสื้อยืดคอกลมสีขาว ตรวจค้นจับกุม โดยไม่ได้แต่งเครื่องแบบหรือแสดงหลักฐานให้เป็นว่าเป็นเจ้าพนักงาน. ไม่ผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่

มาตรา 139. ข่มขืนใจเจ้าพนักงาน

มาตรา ๑๓๙  ผู้ใดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินแปดหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 140. บทเพิ่มโทษ

มาตรา ๑๔๐  ถ้าความผิดตามมาตรา ๑๓๘ วรรคสอง หรือมาตรา ๑๓๙ ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้ากระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร ไม่ว่าอั้งยี่หรือซ่องโจรนั้นจะมีอยู่หรือไม่ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท

ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง

ตัวอย่าง

แดงเสพสุราเมามายจนครองสติไม่ได้เดินโซเซไปบนถนนสิบตำรวจตรีดำมาพบเข้าจึงจับกุมแดงแต่แดงกลับพูดต่อว่าต่อสิบตำรวจตรีดำว่า “คุณแกล้งจับผม” แดงผิดหรือไม่

คำกล่าวของแดงในลักษณะเช่นนี้ถือว่าเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่แต่งผิดตามมาตรา 136

ดำเป็นปลัดอำเภอ ถูกสอบสวนทางวินัยข้อหารับสินบนโดยมีนายดีอำเภอนายอำเภอเป็นประธานกรรมการสอบสวน แดงไปให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนว่าได้ทราบจากราษฎรหลายคนว่า ถูกดำเรียกเอาเงินเวลามาติดต่อราชการ แต่แดงไม่ยืนยันว่าเรื่องนี้จะเท็จหรือจริง แดงผิดฐานแจ้งข้อความเท็จหรือไม่

แดงไม่ทราบว่าข้อความที่ให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนเป็นความเท็จจึงขาดเจตนาในการกระทำผิด แดงไม่ผิดฐานแจ้งความเท็จ

ตำรวจสืบทราบว่าดำกับพวกลักลอบเล่นการพนันอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งจึงไปทำการจับกุม ขณะตำรวจเข้าจับกุมดำกับพวกนั้น ดำรีบดับไฟฟ้าเพราะกลัวจะถูกจับ ทำให้บ้านมืดไม่สะดวกแก่ตำรวจในการจับกุม และพวกของดำบางคนก็สามารถอาศัยความมืดหลบหนีการจับกุมไปได้ แต่ดำหนีไม่พ้น ถูกตั้งข้อหาว่าต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฎิบัติหน้าที่ ต้องวินิจฉัยกรณีนี้

ดำดับไฟเพราะกลัวถูกจับเป็นการกระทำเพียงเพื่อให้ตนเองสามารถหลบหนีการจับกุมของตำรวจได้ฉะนั้นเจตนาในการกระทำของดำจึงมิใช่เจตนาที่จะต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานเมื่อดำไม่มีเจตนาเช่นนี้ก็ยังไม่ผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน (ฎ. 1318/2506)

ความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตามมาตรา 138 กับความผิดฐานข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฎิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ตามมาตรา 139 นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร จงอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ

ความผิดในสองมาตรานี้มีความแตกต่างที่สำคัญคือมาตรา 138 เป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแต่มาตรา 139 เป็นการบังคับข่มขืนเจ้าพนักงานให้ปฎิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ เช่น ตำรวจจะจับผู้ร้ายตามหน้าที่แต่มีผู้มาดึงแขนตำรวจไว้เป็นเหตุให้ผู้ร้ายหลบหนีไปได้เป็นการขัดขวางเจ้าพนักงานตามมาตรา 138 วรรคสองแต่ถ้าทำร้ายและขู่บังคับไม่ให้ตำรวจจับ แม้ตำรวจจะไม่กลัว และจับผู้ร้ายได้ ก็เป็นพยายามกระทำความผิดตามมาตรา 139

ความผิดที่กระทำต่อตรา เครื่องหมาย ทรัพย์สินหรือเอกสารอันเจ้าพนักงานได้ทำหรือรักษาไว้

มาตรา 141. ทำลายตรา

มาตรา ๑๔๑  ผู้ใดถอน ทำให้เสียหาย ทำลายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งตราหรือเครื่องหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่งใด ๆ ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐานในการยึด อายัดหรือรักษาสิ่งนั้น ๆ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กระทำต่อทรัพย์สินหรือเอกสาร มาตรา 142

มาตรา ๑๔๒  ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สิน หรือเอกสารใด ๆ อันเจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็นพยานหลักฐาน หรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะรักษาทรัพย์หรือเอกสารนั้นไว้เอง หรือสั่งให้ผู้นั้นหรือผู้อื่น ส่งหรือรักษาไว้ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่าง

เจ้าพนักงานป่าไม้ประทับตาเลขประจำตัวต้นไม้เพื่อแสดงให้ผู้รับสัมปทานทำป่าไม้ทราบว่าได้อนุญาตให้ตัดฟันไม้ต้นนั้นได้ แก้วไม่ต้องการให้ผู้รับสัมปทานตัดไม้ต้นนั้น จึงใช้ขวานถากตราที่ประทับไว้นั้นออกเสีย แก้วจะมีความผิดฐานทำลายตราที่เจ้าพนักงานประทับไว้ในการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือไม่

ตราเลขประจำตัวต้นไม้ที่เจ้าพนักงานป่าไม้ประทับไว้นั้นเป็นตราประทับเพื่อรักษาต้นไม้นั้นไว้เพื่อให้ผู้รับสัมปทานตัดได้ การทำลายตรานั้นจึงเป็นความผิดตามมาตรา 141

แก้วใช้ปืนยิงฟ้าตาย ตำรวจจับแก้วแล้วสั่งให้สิงเก็บปืนของกลางไว้ แต่สิงกลับเอาปืนนั้นไปวางทิ้งไว้หน้าบ้านซึ่งมีคนเดินผ่านไปมาทำให้ปืนหายไปสิ่งจะมีความผิดหรือไม่

ปืนนั้นเป็นปืนของกลางที่จะต้องใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอาญา และเจ้าพนักงานสั่งให้สิงรักษาไว้การที่สิงเอาปืนไปวางทิ้งไว้หน้าบ้านทำให้ปืนของกลางหายไปย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 142

ความผิดเกี่ยวกับการเรียกทรัพย์สินและให้สินบนเจ้าพนักงาน

มาตรา 143. เรียกทรัพย์สินเพื่อจูงใจเจ้าพนักงาน

มาตรา ๑๔๓  ผู้ใดเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาลโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 144. ให้สินบนเจ้าพนักงาน

มาตรา ๑๔๔  ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่าง

แก้วถูกจับกุมในข้อหาปล้นทรัพย์ ดำจึงไปพบเขียวบิดาของแก้วบอกว่าตนสนิทสนมกับภรรยาของนายอำเภอสามารถจะวิ่งเต้นกับภรรยาของนายอำเภอให้พูดกับพนักงานสอบสวนเพื่อล้มคดีได้และเรียกเงินจากเขียว 10,000 บาทเป็นค่าวิ่งเต้น ดำมีความผิดฐานเรียกทรัพย์สินเพื่อจูงใจเจ้าพนักงานหรือไม่

ไม่ผิด เพราะผู้ที่จะถูกจูงใจนั้นมิใช่เจ้าพนักงาน

แดงให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่สหประชาชาติ ซึ่งประจำอยู่ที่ศูนย์อพยพชาวเวียดนามจังหวัดสงขลาเพื่อให้สั่งซื้ออาหารของแดงในราคาแพง แดงจะมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานหรือไม่

เจ้าพนักงานนั้นจะต้องเป็นเจ้าพนักงานที่รัฐบาลไทยแต่งตั้งให้ปฎิบัติหน้าที่ราชการของรัฐบาลไทยเจ้าหน้าที่สหประชาชาติประจำศูนย์อพยพจึงมิใช่เจ้าพนักงานแดงไม่ผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน

จ่าสิบตำรวจขาว จับกุมเขียวขณะกำลังขายเฮโรอีน ส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนแล้วบิดาของเขียวจึงไปพบจ่าสิบตำรวจขาว ขอให้ปล่อยเขียวโดยจะให้เงินจำนวนหนึ่ง บิดาของเขียวจะมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานหรือไม่

จ่าสิบตำรวจขาวจับกุมเขียวส่งให้พนักงานสอบสวนไปแล้ว การดำเนินการสอบสวนหรือจัดการอย่างไรต่อไปกับเขียวเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนมิใช่อำนาจหน้าที่ของจ่าสิบตำรวจขาวคือพ้นอำนาจหน้าที่ของจ่าสิบตำรวจขาวแล้วบิดาของเขียวจึงไม่ผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน

ความผิดเกี่ยวกับการแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน

มาตรา 145. แสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน

มาตรา ๑๔๕  ผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เจ้าพนักงานผู้ใดได้รับคำสั่งมิให้ปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแล้ว ยังฝ่าฝืนกระทำการใด ๆ ในตำแหน่งหน้าที่นั้น ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในวรรคแรกดุจกัน

การแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานคือ กระทำให้ปรากฏด้วยประการใดๆ ว่าตนเป็นเจ้าพนักงานอาจจะโดยวาจา เช่น อ้างว่าเป็นตำรวจ ทหาร ปลัดอำเภอ เป็นต้น หรือแต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงาน หรือแสดงกิริยาท่าทางให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นเจ้าพนักงาน เช่น เข้าทำการจับกุมและขอตรวจค้น แม้จะมิได้พูดอ้างว่าตตัวเองเป็นเจ้าพนักงาน แต่การกระทำดังกล่าวก็ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าพนักงาน นอกจากจะแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานแล้ว ความผิดตามมาตรานี้จะต้องได้กระทำการเป็นเจ้าพนักงานด้วย คือจะต้องมีการกระทำทั้งแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน

ฎ. 1077/2505

ฎ. 1208/2508

ฎ. 2099/2527

ฎ. 7631/2549

หากมีแต่การแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานอย่างเดียวไม่ได้กระทำการเป็นเจ้าพนักงานด้วยก็ไม่ผิดฐานนี้

ฎ. 969/2494

ฎ. 357/2467

ฎ. 1219/2505 แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานจะค้นของเถื่อน ยังไม่ทันได้ค้นก็ปล้นทรัพย์ ยังไม่ผิดตามมาตรา 145

ฎ. 382/2508 แสดงตัวเป็นตำรวจสันติบาล เพียงแต่ถามถึงเรื่องคนร้ายแล้วจดชื่อลงสมุดพก โดยมิได้มีเจตนาสอบสวนจริงจัง ยังไม่ผิดตามมาตรา 145

ฎ. 406/2520 พูดว่า “อั๊วเป็นร้อยตำรวจตรี ค้นไม่ได้” ไม่ยอมให้ตำรวจค้นรถที่จับมา ยังไม่ผิดตามมาตรา 145

ฎ. 810/2520 อ้างว่าเป็นตำรวจขอค้นบ้าน พอเข้าไปแล้วกลับขู่เอาทรัพย์ ยังไม่ผิดตามมาตรา 145

มาตรา 146. แต่งเครื่องแบบโดยไม่มีสิทธิ

มาตรา ๑๔๖  ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล หรือไม่มีสิทธิใช้ยศ ตำแหน่ง เครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กระทำการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่าง

แสนบอกนายส้มว่าเป็นตำรวจ ขอค้นบ้านของส้มแล้ว แสนก็เข้าไปในบ้านของส้มเอาปืนขู่ส้มบังคับให้ส่งทรัพย์ให้ เมื่อได้ทรัพย์แล้วแสนก็หลบหนีไป แสนจะมีความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่

ไม่ผิด เพราะแสนยังมิได้กระทำการเป็นเจ้าพนักงานด้วย

ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

มาตรา 147. เจ้าพนักงานยักยอก (ยักยอกทรัพย์ในหน้าที่)

มาตรา ๑๔๗  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

ตัวอย่าง

แดงรับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาล ดำเป็นลูกจ้างรายวัน ทำงานในโรงพยาบาลเดียวกัน แดงมีหน้าที่เก็บรักษาเงินค่าจำหน่ายยาไว้เพื่อส่งแก่เจ้าหน้าที่การเงินด้วย แดงและดำขายยาได้เงินทั้งสิ้น 30,000 บาท แต่ได้ร่วมกันทำสำเนาใบเสร็จรับเงินว่าขายยาไปได้เงิน 20,000 บาท และนำเงินจำนวนนี้ส่งแก่เจ้าหน้าที่การเงิน ส่วนเงินค่าขายยาอีก 10,000 บาท แดงและดำแบ่งกันคนละครึ่ง แดงและดำมีความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกหรือไม่

แดงรับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาลจึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฏหมาย แต่แดงไม่มีหน้าที่เก็บรักษาเงินจึงไม่ผิดตามมาตรา 147 เพราะความผิดตามมาตรานี้ผู้กระทำผิดต้องมีหน้าที่จัดการหรือรักษาเงินนั้น เมื่อไม่มีหน้าที่เช่นนั้น ก็ไม่ผิด (แต่แดงผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352)

ดำเป็นลูกจ้างรายวัน จึงมิใช่เจ้าพนักงาน ย่อมกระทำผิดตามมาตรา 147 ไม่ได้ (แต่ดำก็ผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 เช่นกัน)

มาตรา 148. เรียกทรัพย์สิน

มาตรา ๑๔๘  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต

ตัวอย่าง

ดำ ผู้ใหญ่บ้านและแก้วกับเขียว ราษฎร แกล้งจับแดงหาว่าลักโค และพูดว่าถ้าไม่อยากลำบากก็หาเงินมาให้ 500 บาท จะปล่อยตัวไป แดงปฏิเสธและไม่ยอมให้เงินตามที่ถูกเรียก ดังนี้ ดำ แก้ว เขียว จะมีความผิดหรือไม่

ดำ ผิดฐานเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ตามมาตรา 148 เพราะเป็นการแกล้งจับ โดยไม่ปรากฏว่าได้มีการกระทำผิด แม้แดงจะไม่ยอมให้เงินตามที่ถูกเรียกก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว

แม้แก้วและเขียวจะร่วมกับดำ แกล้งจับแดง แต่แก้วและเขียวเป็นราษฎรจึงไม่อาจเป็นตัวการร่วมกระทำผิดตามมาตรา 148 ได้ แก้วและเขียวจึงผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา 86

มาตรา 149. รับสินบน

มาตรา ๑๔๙  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต

ตัวอย่าง

ความผิดมาตรา 148 และมาตรา 149 มีข้อแตกต่างกันอย่างไร

แตกต่างกัน ดังนี้

(1) มาตรา 148 เป็นเรื่องเริ่มต้นด้วยการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยไม่ชอบก่อน แล้วเรียกทรัพย์ เช่น ผู้ถูกจับมิได้กระทำผิด แต่แกล้งจับเขา แล้วเรียกทรัพย์สินหรือประโยชน์

มาตรา 149 เป็นเรื่องของการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยชอบ แล้วเรียกทรัพย์ เช่น ผู้ถูกจับเป็นผู้กระทำผิดจริง และผู้จับก็จับตามอำนาจหน้าที่โดยชอบแล้วเรียกทรัพย์หรือประโยชน์เพื่อปล่อยตัว

(2) มาตรา 148 จำกัดเฉพาะการเรียกทรัพย์สินหรือประโยชน์ ส่วนมาตรา 149 รวมถึงการรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ด้วย

มาตรา 150. รับสินบนก่อนรับตำแหน่ง

มาตรา ๑๕๐ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

“โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งนั้น” องค์ประกอบข้อนี้เป็นมูลเหตุจูงใจในการกระทำผิด กล่าวคือ การที่เจ้าพนักงานได้กระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง เกิดมาจากการที่เจ้าพนักงานผู้นั้นเห็นแก่ทรัพย์สินที่ตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่จะได้รรับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งนั้น

ความผิดตามมาตรานี้จึงเป็นเรื่องที่บุคคลคาดคะเนว่าตนเองจะเป็นเจ้าพนักงานในอนาคตจึงฉกฉวยโอกาสเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไว้ล่วงหน้าก่อนที่ตนจะได้เป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งนั้นโดยตั้งใจว่าเมื่อเป็นเจ้าพนักงานแล้วก็จะกระทำการหรือไม่กระทำการตามหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น แดงรู้ว่าตนจะได้รับแต่งตั้งเป็นสรรพสามิตจังหวัด ผู้ต้มกลั่นสุราเถื่อนในจังหวัดจึงรวบรวมเงินมาให้แดง เพื่อว่าเมื่อแดงได้รับแต่งตั้งเป็นสรรพสามิตจังหวัดแล้วจะไม่ทำการจับกุมพวกตน ถ้าต่อมาแดงได้รับแต่งตั้งเป็นสรรพสามิตจังหวัดและแดงละเว้นไม่จับกุมผู้ต้มกลั่นสุราเถื่อนเพราะเห็นแก่เงินที่ตนได้รับไว้ก่อนแล้ว แดงก็มีความผิดตามมาตรานี้ แต่หากแดงไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานดังกล่าวแม้จะรับเงินไว้ล่วงหน้าแล้ว ก็ยังไม่มีการกระทำหรือละเว้นการกระทำในตำแหน่ง ไม่ผิดตามมาตรานี้

ตัวอย่าง

ดาบตำรวจแดงสอบได้เลื่อนยศตำรวจเป็นชั้นสัญญาบัตรแต่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งได้เรียกเงินจากขาวโดยพูดว่า เมื่อตนได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานสอบสวนแล้วตนจะช่วยเหลือขาวในเรื่องคดี ขาวจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้ไป ต่อมาดาบตำรวจแดงได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานสอบสวน และได้กระทำตามที่พูด เช่นนี้ ร้อยตำรวจแดง (ยศใหม่) มีความผิดหรือไม่ อย่างไร

ร้อยตำรวจตรีแดงเป็นเจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจในการสอบสวน ได้เรียกเงินจากขาวไว้ก่อนที่ตนจะได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานสอบสวน เพื่อจะช่วยเหลือขาวในเรื่องคดี ความผิดย่อมเกิดขึ้นสำเร็จแล้วเมื่อได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจสอบสวนและได้กระทำการหรือไม่กระทำการในตำแหน่ง เพื่อช่วยให้ขาวไม่ต้องถูกดำเนินคดี ร้อยตำรวจตรีแดง จึงมีความผิดตามมาตรา 150

มาตรา 151. ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต (อาศัยตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์)

มาตรา ๑๕๑  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

องค์ประกอบของความผิดมีดังนี้

องค์ประกอบภายนอก

  1. เป็นเจ้าพนักงาน
  2. มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ
  3. ใช้อำนาจในตำแหน่งอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น

องค์ประกอบภายใน

  1. เจตนา
  2. โดยทุจริต

“ใช้อำนาจในตำแหน่งอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น” หมายความว่าต้องเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ดังกล่าว ส่วนการกระทำจะทำโดยวิธีใดก็ได้ ข้อสำคัญจะต้องอยู่ในอำนาจตามตำแหน่งของเจ้าพนักงานผู้นั้น หากไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของเขาแล้ว ก็จะไม่มีความผิด อนึ่ง สุขาภิบาลตามที่กล่าวข้างต้นนั้นเคยเป็นองค์กรราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 แต่ปัจจุบันได้ยกเลิกแล้วตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 โดยให้สุขภิบาลเท่าที่มีอยู่มีฐานะเป็นเทศบาลตำบลทั้งหมด แต่ ปอ. ยังมิได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคำดังกล่าว

การใช้อำนาจดังกล่าวต้องก่อให้เกิดผล คือความเสียหายแก่รัฐ เทศบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น หากยังไม่เกิดผลคือความเสียหายก็เป็นการพยายามกระทำความผิด

ตัวอย่าง

ความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกตามมาตรา 147 แตกต่างกับความผิดฐานเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตตามมาตรา 151 อย่างไร

ความผิดตามมาตรา 147 เป็นการเบียดบังเอาตัวทรัพย์ที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษานั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่น ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือยักยอกทรัพย์ในหน้าที่นั่นเอง

ความผิดตามมาตรา 151 มิใช่เรื่องยักยอกหรือเบียดบังตัวทรัพย์ในหน้าที่ของตน หากเป็นการอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่ตนมีเกี่ยวกับทรัพย์อันใดอันหนึ่ง หาประโยชน์อื่นนอกเหนือจากการเอาทรัพย์นั้น

มาตรา 152. เข้ามีส่วนได้เสียในกิจการในหน้าที่

มาตรา ๑๕๒  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

ตัวอย่าง

แสวง เป็นอาจารย์ประจำโรงเรียนแห่งหนึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์สำหรับใช้ในห้องประชุมของโรงเรียน แสวงถือโอกาสไปซื้อของจากร้านค้าของภริยาของตน โดยคิดว่าซื้อของที่ร้านไหนฯ ก็ราคาเหมือนกัน และยังจะได้ช่วยเหลือภริยาของตนด้วย ในกรณีดังกล่าว แสวงจะมีความผิดหรือไม่ อย่างไร

กรณีตามข้อเท็จจริง แสวงเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการซื้อวัสดุอุปกรณ์สำหรับใช้ในห้องประชุมของโรงเรียน การที่แสวงถือโอกาสซื้อของจากร้านค้าของภริยาของตนโดยมุ่งหวังจะช่วยเหลือภริยา จึงเป็นการเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น แสวงจึงมีความผิดตามมาตรา 152

มาตรา 153. จ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควร

มาตรา ๑๕๓  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ จ่ายทรัพย์นั้นเกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

ตัวอย่าง

ดำเป็นข้าราชการได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่รับประมูลซื้อเครื่องพิมพ์ดีดสำหรับใช้ในราชการ แดงเข้าประมูลขายเครื่องพิมพ์ดีดด้วย และตกลงกับดำว่า ถ้าประมูลได้จะให้ดำไปทัศนาจรทวีปยุโรปกับบริษัทนำเที่ยวโดยจะออกค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่าง ดำจึงจัดการช่วยให้แดงประมูลขายเครื่องพิมพ์ดีดได้ แต่ภายหลังจากนั้น แดงก็เพิกเฉยไม่ดำเนินการให้ดำไปทัศนาจรตามที่สัญญาไว้ ให้วินิจฉัยการกระทำของดำว่าผิดหรือไม่

ผิดตามมาตรา 152 เพราะนายดำมีหน้าที่จัดการดูแลการประมูลซื้อเครื่องพิมพ์ดีด แต่เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองในกิจการนั้น

มาตรา 154. เรียกเก็บหรือไม่เรียกเก็บภาษีอากรโดยทุจริต

มาตรา ๑๕๔  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่หรือแสดงว่าตนมีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือเงินอื่นใด โดยทุจริตเรียกเก็บหรือละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียมหรือเงินนั้น หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสีย หรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

ตัวอย่าง

ความผิดตามมาตรา 154 แตกต่างจากความผิดตามมาตรา 147 อย่างไร

ข้อแตกต่างของมาตรา 154 และมาตรา 147 อยู่ที่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากรค่าธรรมเนียมหรือเงินอื่นใดตามมาตรา 154 นั้นในเรียกเก็บเกินจำนวนที่ต้องเสียตามกฏหมายแล้วเอาส่วนที่เกินเป็นประโยชน์ส่วนตนรวมทั้งได้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดเพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมมีต้องเสียหรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสียแต่มาตรา 147 เป็นกรณีเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เรียกเก็บนั้นได้เรียกเก็บตามอัตราในกฎหมายแล้วเอาเงินที่เรียกเก็บนั้นไปจึงมีความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกตามมาตรา 147 ไม่ใช่มาตรา 154

มาตรา 155. กำหนดราคาโดยทุจริต

มาตรา ๑๕๕  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่กำหนดราคาทรัพย์สินหรือสินค้าใด ๆ เพื่อเรียกเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย โดยทุจริตกำหนดราคาทรัพย์สินหรือสินค้านั้น เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสียหรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

ตัวอย่าง

แห้ว ต้องการจะเสียภาษีที่ดินของตน จึงไปถามกำนันห้าว ขอให้ช่วยกำหนดราคาที่ดินเพื่อเสียภาษี ซึ่งกำนันห้าว ก็ตีราคาที่ดินและกำหนดจำนวนเงินเสียภาษีที่ดินให้แห้ว แต่เมื่อแห้วไปถึงที่ว่าการอำเภอ กลับปรากฏว่า ราคาที่ดินกำหนดนั้นต่ำกว่าที่ทางอำเภอกำหนดไว้ จงวินิจฉัยความรับผิดของกำนันห้าว

ห้าว มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานแต่ไม่มีหน้าที่กำหนดราคาที่ดินเพื่อเรียกเก็บภาษีอากรจึงไม่มีความผิดฐานใดแม้จะได้กำหนดราคาที่ดินเพื่อให้แห้วซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย แต่คำพูดดังกล่าวเป็นเพียงคำแนะนำซึ่งไม่มีผลทางกฎหมายแต่อย่างใด

มาตรา 156. ตรวจสอบบัญชีโดยทุจริต

มาตรา ๑๕๖  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีตามกฎหมาย โดยทุจริต แนะนำ หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด เพื่อให้มีการละเว้นการลงรายการในบัญชี ลงรายการเท็จในบัญชี แก้ไขบัญชี หรือซ่อนเร้น หรือทำหลักฐานในการลงบัญชีอันจะเป็นผลให้การเสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสีย หรือเสียน้อยกว่าที่จะต้องเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

ตัวอย่าง

นางเป็นพนักงานเทศบาลมีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีที่เกี่ยวกับการเสียภาษีอากรเมื่อตรวจพบว่าผู้ใดมิได้เสียภาษีก็จะต้องแนะนำให้ยื่นแบบประเมินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อไป เดินตรวจพบว่าดำยังไม่ได้เสียภาษีโรงเรือนจึงบอกดำว่าถ้าดำไม่ต้องการจะมีเรื่องยุ่งยากก็เอาเงินให้ต้น 1000 บาท ดำก็ยอมให้เงินแก่แดงไป แดงจึงไม่รายงานเรื่องนี้ต่อเจ้าหน้าที่ให้เรียกเก็บภาษีจากดำ แดงจะมีความผิดฐานใดหรือไม่

แดงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีที่เกี่ยวกับการเสียภาษีอากร ละเว้นไม่รายงานเรื่องที่ดำยังไม่ได้เสียภาษีโรงเรือนต่อเจ้าหน้าที่โดยเรียกเงินค่าตอบแทนจากดำจึงเป็นการละเว้นไม่กระทำการตามกฎหมายโดยมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ดำผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีไม่ต้องเสียภาษีแดงมีความผิดตามมาตรา 156

มาตรา 157. ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

มาตรา ๑๕๗  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่าง

จงอธิบายความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต

ความผิดตามมาตรา 157 จะต้องเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติซึ่งอยู่ในหน้าที่ของเจ้าพนักงานนั้นเองโดยไม่ชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือโดยทุจริตถ้าเป็นการกระทำนอกหน้าที่ไม่ผิดมาตรานี้

แดงเป็นพัศดีเรือนจำ ดำเป็นผู้คุม ดำคุมนักโทษไปทำงานนอกเรือนจำ แล้วนักโทษหลบหนีไป ดำจึงรายงานให้แดงทราบ แดงให้ปกปิดไว้ก่อนเพื่อติดตามตัว เมื่อติดตามไม่ได้ แดงและดำก็ปกปิดเรื่องไว้ไม่รายงานต่อผู้บัญชาการเรือนจำตามระเบียบ แดงและดำจะมีความผิดหรือไม่

การที่แดงและดำซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ต้องรายงานต่อผู้บัญชาการเรือนจำตามระเบียบในกรณีมีนักโทษหลบหนีแต่กลับปกปิดเรื่องไว้ถือได้ว่าแดงและดำมีความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบตามมาตรา 157

ร้อยตำรวจโทเหลืองเป็นพนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนเขียวผู้ต้องหาคดีปล้นทรัพย์ ร้อยตำรวจโทเหลืองพยายามพูดโน้มน้าวให้เขียวรับสารภาพ แต่เขียวปฏิเสธไม่ยอมรับสารภาพ ร้อยตำรวจโทเหลืองอารมณ์เสียจึงใช้ก้นบุหรี่ที่ยังมีไฟอยู่ จี้ที่แขนของเขียว ดังนี้การกระทำของร้อยตำรวจโทเหลืองจะมีความผิดตามมาตรา 157 หรือไม่

การที่ร้อยตำรวจโทเหลืองใช้ก้นบุหรี่ที่ยังมีไฟอยู่จี้ที่แขนของนายเขียวเพื่อให้เขียวยอมรับสารภาพถือเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อเขียวจึงมีความผิดตามมาตรา 157

มาตรา 158. เจ้าพนักงานทำลายทรัพย์หรือเอกสาร

มาตรา ๑๕๘  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์หรือเอกสารใดอันเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

ตัวอย่าง

ดำเป็นลูกจ้างกรมสรรพากร ทำหน้าที่ยามรักษาการณ์ ดำไม่พอใจที่ถูกอธิบดีตำนิ จึงแอบใช้มีดกรีดตัวถังรถประจำตำแหน่งของอธิบดี ทำให้ตัวถังมีรอยขีดหลายแห่ง ดำผิดตามมาตรา 158 หรือไม่

ดำเป็นลูกจ้างจึงมิใช่เจ้าพนักงาน ไม่อาจกระทำผิดตามมาตรา 158 ได้ แต่ดำก็มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358

มาตรา 159. ทำลายตรา

มาตรา ๑๕๙  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ดูแล รักษาทรัพย์หรือเอกสารใด กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ โดยถอน ทำให้เสียหาย ทำลายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ หรือโดยยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้น ซึ่งตราหรือเครื่องหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับหรือหมายไว้ที่ทรัพย์หรือเอกสารนั้นในการปฏิบัติการตามหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐานในการยึดหรือรักษาสิ่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่าง

แดงเป็นอาจารย์ประจำโรงเรียนแห่งหนึ่ง ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ดูแลรักษาข้อสอบของโรงเรียนซึ่งถูกเก็บไว้ในตู้ที่ได้รับการประทับตราและลงชื่อกำกับไว้ที่บานประตูตู้ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดเปิดตู้ออกก่อนถึงวันเวลาสอบไล่ ดำซึ่งเป็นเพื่อนรักของแดงอยากให้ลูกของตนเองสอบไล่ได้ จึงไปขอร้องแดง ขอให้เปิดตู้เก็บข้อสอบเพื่อจะดูข้อสอบบางวิชา แดงยินยอมให้ดำเปิดตู้ดูข้อสอบได้ การกระทำของแดงจะเป็นความผิดตามมาตรา 159 หรือไม่อย่างไร

แดงเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาเอกสารของทางราชการ เมื่อแดงยินยอมให้ดำเปิดตู้ดูข้อสอบของโรงเรียน จึงเป็นการกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยการทำลายตราหรือเครื่องหมายที่ได้ประทับหรือหมายไว้ที่ทรัพย์เพื่อเป็นหลักฐานในการรักษาสิ่งนั้น แดงจึงมีความผิดตามมาตรา 159

มาตรา 160. ใช้ดวงตราโดยมิชอบ

มาตรา ๑๖๐  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่รักษาหรือใช้ดวงตราหรือรอยตราของราชการหรือของผู้อื่น กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ โดยใช้ดวงตราหรือรอยตรานั้น หรือโดยยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้น ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่าง

แดงมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยป่าไม้จังหวัด แดงประทับตราประจำตัวของตนเองและประทับตราค่าภาคหลวงอันเป็นตราของทางราชการ ซึ่งแดงมีหน้าที่รักษาและใช้ตามอำนาจหน้าที่ที่ไม้ของกลางซึ่งเป็นไม้ที่ไม่ได้รับอนุญาติให้ตัดและฝ่าฝืนระเบียบของกรมป่าไม้ โดยมิได้ประทับตราประจำตัวพร้อมเลขเรียงลำดับท่อนภาคหลวงของไม้ท่อนที่ตัดทอนจากตอนั้นและเลขปี พ.ศ. ที่ประทับตรา ไว้ที่หน้าตัดของไม้ทุกตอ จงวินิจฉัยความรับผิดชอบของแดง กรณีตามปัญหานี้แดงจะอ้างว่าตนได้กระทำไปโดยสุจริตหรือกระทำไปด้วยความสำคัญผิดได้หรือไม่

แดงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รักษาหรือใช้ดวงตราหรือรอยตราของทางราชการ และได้ใช้ดวงตราหรือรอยตรานั้นโดยมิชอบทำให้กรมชลประทานและกรมป่าไม้เสียหาย จึงมีความผิดตามมาตรา 160 เพราะการที่แดงประทับตราฝ่าฝืนระเบียบดังกล่าวของกรมป่าไม้ที่วางไว้เพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้อื่นแล้วนำมาสวมรอยอ้างว่าเป็นไม้ที่เจ้าพนักงานได้ตรวจคัดเลือกอนุญาตให้ตัดนั้น เป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ แดงย่อมเล็งเห็นผลเสียหายของการกระทำนั้นได้ และก็ได้เกิดความเสียหายขึ้นแล้ว แดงจะอ้างว่ากระทำไปโดยสุจริต หรือกระทำไปด้วยความสำคัญผิดหาได้ไม่ ต้องถือว่าแดงมีเจตนากระทำความผิด

มาตรา 161. เจ้าพนักงานปลอมเอกสาร

มาตรา ๑๖๑  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

องค์ประกอบความผิด

องค์ประกอบภายนอก

  1. เป็นเจ้าพนักงาน
  2. มีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลเอกสาร
  3. กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น

องค์ประกอบภายใน

เจตนา

ฎ. 2316/2529 เจ้าหน้าที่ดูแลเอกสารปลอมคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการ

ฎ. 5360/2537

ฎ. 5133/2541

ฎ. 1532/2543

ฎ. 4532/2548

“การทำปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น” การกระทำอันเป็นความผิดตามมาตรานี้ “ปลอมเอกสาร” ซึ่งหมายถึง การปลอมในความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา 264 กล่าวคือ ทำเอกสารขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริงประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนและทำเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง รวมทั้งการกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้น เหตุนี้ความผิดตามมาตรา 161 จึงเป็นความผิดตามมาตรา 264 ด้วย

มาตรา ๒๖๔  ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้น ถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

ฎ. 332/2527

ตัวอย่าง

แดงเป็นพนักงานเทศบาล มีหน้าที่ออกใบอนุญาติก่อสร้างอาคาร ดำยื่นขออนุญาติปลูกสร้างอาคารโดยไม่เว้นระยะห่างแนวเขตที่ดิน 50 ซม. แดงออกใบอนุญาตให้ดำปลูกส้างได้ตามคำขอ และดำรับใบอนุญาตไปแล้ว ต่อมามีผู้ร้องเรียนเรื่องนี้ขึ้นกล่าวหาว่าแดงกระทำโดยทุจริต แดงจึงเรียกใบอนุญาตนั้นคืนไปจากดำ และทำใบอนุญาตขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ไม่อนุญาตให้ดำปลูกส้างอาคารโดยไม่เว้นระหว่างแนวเขตที่ดิน 50 ซม. เอกสารใบอนุญาตใหม่นี้ลงเลขที่ และวันเดือนปีตรงกับเอกสารใบอนุญาตเดิม แล้วเอาใบอนุญาตเดิมออกจากแฟ้มเรื่องเอาใบอนุญาตใหม่เก็บไว้แทน แดงผิดฐานเจ้าพนักงานปลอมเอกสารตามมาตรา 161 หรือไม่

เป็นการปลอมเอกสารตามมาตรา 161 เพราะแม้เอกสารฉบับแรกจะเป็นของแดงทำขึ้นเอง ตามอำนาจหน้าที่ที่จะออกเอกสารนั้นได้ก็ตาม แต่เอกสารนี้ไปอยู่ในความครอบครองของดำแล้ว การที่แดงเรียกเอาเอกสารกลับคืนมา และทำเอกสารขึ้นใหม่ทั้งฉบับเป็นว่าไม่อนุญาตให้ดำสร้างโดยไม่เว้นระยะห่างแนวเขตที่ดินนั้น ถือว่าเป็นการปลอมเอกสารขึ้นทั้งฉบับ เนื่องจากแดงหมดอำนาจที่จะแก้ไขเอกสารนั้นแล้ว

มาตรา 162. เอกสารเท็จ

มาตรา ๑๖๒  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการดังต่อไปนี้ในการปฏิบัติการตามหน้าที่

(๑) รับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ

(๒) รับรองเป็นหลักฐานว่า ได้มีการแจ้งซึ่งข้อความอันมิได้มีการแจ้ง

(๓) ละเว้นไม่จดข้อความซึ่งตนมีหน้าที่ต้องรับจด หรือจดเปลี่ยนแปลงข้อความเช่นว่านั้น หรือ

(๔) รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

ตัวอย่าง

ร้อยตำรวจโทขาว จับกุมเขียวที่บ้านของเขียวแล้วไปทำบันทึกการจับกุมที่สถานีตำรวจ โดยเขียนว่าบันทึกนั้นได้ทำขึ้นที่บ้านเขียว ซึ่งเป็นความเท็จ เพราะที่จริงทำที่สถานีตำรวจ ส่วนข้อความอื่นในบันทึกถูกต้องตรงตามความจริง นอกจากสถานที่ทำบันทึกเท่านั้น ร้อยตำรวจโทขาว ผิดฐานกรอกข้อความเท็จตามมาตรา 162 หรือไม่

การที่ร้อยตำรวจโทขาวทำบันทึกการจับกุมที่สถานีตำรวจ แม้ระบุว่าทำที่บ้านซึ่งจับกุมเขียวก็ตาม แต่ข้อความอื่นตรงกับความจริง เพียงเท่านี้ยังถือไม่ได้ว่าร้อยตำรวจโทขาว กรอกข้อความเท็จลงในเอกสารอันเป็นความผิดตามมาตรา 162

มาตรา 163. พนักงานไปรษณีย์หรือโทรศัพท์กระทำมิชอบ

มาตรา ๑๖๓  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ในการไปรษณีย์ โทรเลขหรือโทรศัพท์ กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) เปิด หรือยอมให้ผู้อื่นเปิด จดหมายหรือสิ่งอื่นที่ส่งทางไปรษณีย์หรือโทรเลข

(๒) ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้สูญหาย หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้เสียหาย ทำลายหรือทำให้สูญหาย ซึ่งจดหมายหรือสิ่งอื่นที่ส่งทางไปรษณีย์หรือโทรเลข

(๓) กัก ส่งให้ผิดทาง หรือส่งให้แก่บุคคลซึ่งรู้ว่ามิใช่เป็นผู้ควรรับซึ่งจดหมาย หรือสิ่งอื่นที่ส่งทางไปรษณีย์หรือโทรเลข หรือ

(๔) เปิดเผยข้อความที่ส่งทางไปรษณีย์ ทางโทรเลขหรือทางโทรศัพท์

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่าง

สมศักดิ์เป็นพนักงานของบริษัททีโอทีจำกัด (มหาชน) มีหน้าที่ควบคุมการต่อสายทางโทรศัพท์ได้แอบดักฟังและบันทึกสียงการสนทนาของประธานบริษัทรุ่งกิจกับประธานบริษัทรวยกิจ ทั้งนี้เนื่องจากทราบว่าบริษัททั้งสองกำลังแข่งขันกันทางการค้ากับบริษัทจนกิจ สมศักดิ์ได้เสนอเทปเสียงดังกล่าวต่อประธานบริษัทจนกิจเพื่อแลกกับเงินจำนวนหนึ่ง เมื่อเป็นที่ตกลงกันแล้ว สมศักดิ์ได้นำเทปเสียงมาเปิดให้ประธานบริษัทจนกิจฟัง แต่ปรากฏว่าการสนทนาในเทปนั้นเป็นเรื่องทั่วๆไป ไม่ใช่เรื่องทาการค้าที่กำลังแข่งขันกันอยู่ ประธานบริษัทจนกิจจึงไม่ยอมรับเทปเสียงนั้นและไม่ยอมจ่ายเงินให้สมศักดิ์ จงวินิจฉัยความรับผิดของสมศักดิ์

กรณีตามข้อเท็จจริงถือว่า สมศักดิ์มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ในการโทรศัพท์การที่สมศักดิ์แอบบันทึกเทปเสียงการสนทนาระหว่างประธานบริษัทรุ่งกิจกับประธานบริษัทรวยกิจ แล้วนำไปเปิดให้ประธานบริษัทจนกิจฟัง ถือว่าเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ แม้สมศักดิ์จะไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนและไม่ได้ทำให้ผู้ใดเสียหายก็ตามสมศักดิ์ก็ต้องรับผิดตามมาตรา 163

มาตรา 164. ทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับในราชการ

มาตรา ๑๖๔  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำโดยประการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่าง

ชมเป็นข้าราชการประจำศาลากลางจังหวัด ทำงานในตำแหน่งพนักงานพิมพ์ดีด ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งให้พิมพ์ดีดหนังสือราชการส่งถึงหน่วยงานต้นสังกัดโดยมีข้อความรายงานการดำเนินงานทั่วไปของหน่วยงาน เสนอต่อผู้บังคับบัญชาระดับเหนือ หนังสือดังกล่าวถูกส่งออกโดยมีตราประทับไว้ที่หัวกระดาษ และที่ซองใส่หนังสือว่า “ลับ” ชมได้เล่าเรื่องเนื้อความในหนังสือนั้นให้เชยฟัง โดยไม่รู้ว่าหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นหนังสือลับ ชมจะมีความผิดตามมาตรา 164 หรือไม่อย่างไร

ชมเป็นข้าราชการจึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน ได้รู้ความลับในหนังสือราชการเนื่องจากเป็นผู้พิมพ์หนังสือดังกล่าว การที่ชมได้เล่าเรื่องเนื้อความในหนังสือราชการอันเป็นความลับให้เชยฟัง ชมไม่ได้มีเจตนาและไม่รู้ด้วยว่าสิ่งที่ตนกระทำให้ผู้อื่นล่วงรู้นั้นเป็นความลับในราชการ ชมจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 164

มาตรา 165. ป้องกันขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย

มาตรา ๑๖๕  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือคำสั่ง ซึ่งได้สั่งเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ป้องกันหรือขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมายหรือคำสั่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่าง

คนร้ายกระชากสร้อยคอเจ้าทรัพย์ในตลาด เจ้าทรัพย์จึงร้องขอให้พลตำรวจขาวซึ่งอยู่ ณ ที่นั้นช่วยจับคนร้าย พลตำรวจขาวไม่จับและบอกให้คนร้ายหลบหนีไป พลตำรวจขาวจะมีความผิดตาม ปอ. มาตรา 165 หรือไม่

พลตำรวจขาวเป็นเจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย แต่ไม่จับคนร้ายกลับบอกให้คนร้ายหลบหนีไป จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าทรัพย์ เป็นความผิดตามมาตรา 157 ไม่ใช่ความผิดตามมมาตรา 165 เนื่องจากว่า แม้พลตำรวจขาวจะมีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายแต่ละเว้นไม่ปฏิบัติ ก็ไม่ถือว่าเป็นการป้องกันขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย

มาตรา 166. กระทำเพื่อให้งานหยุดชะงักหรือเสียหาย

มาตรา ๑๖๖  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ละทิ้งงานหรือกระทำการอย่างใด ๆ เพื่อให้งานหยุดชะงักหรือเสียหาย โดยร่วมกระทำการเช่นนั้นด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าความผิดนั้นได้กระทำลงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน เพื่อบังคับรัฐบาลหรือเพื่อข่มขู่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

ตัวอย่าง

ข้าราชการในกองหนึ่งไม่พอใจผู้อำนวยการกองที่ทำงานเอาแต่ใจตัวเองไม่ฟังความเห็นของผู้อื่น ใครทำงานไม่ถูกใจก็ตำหนิติเตียนอย่างรุนแรง ทำให้บรรดาข้าราชการอึดอัดใจในการทำงานมาก ข้าราชการจำนวน 20 คน ในกองจึงหยุดงานเข้าพบอธิบดี เพื่อขอให้พิจารณาย้ายผู้อำนวยการกองผู้นั้น ข้าราขการดังกล่าวจะมีความผิดตามมาตรา 166 หรือไม่

ไม่ผิด เพราะมิได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายที่จะให้งานหยุดชะงักหรือเสียหาย แต่กระทำเพื่อให้มีการย้ายผู้บังคับบัญชาของตน