ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรมอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ความผิด หมวด 3 นับตั้งแต่มาตรา 167 ถึงมาตรา 205 มีจำนวนทั้งสิ้น 39 มาตรา แบ่งออกเป็น 2 เรื่องคือ หนึ่ง ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม, และ สอง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

หัวข้อ

  1. ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม นับตั้งแต่มาตรา 167 ถึงมาตรา 199 รวมทั้งสิ้น 33 มาตรา แบ่งออกเป็น 9 เรื่องได้แก่ หนึ่ง ให้สินบนเจ้าพนักงานในการยุติธรรม, สอง ขัดขืนคำบังคับ หมาย คำสั่งของเจ้าพนักงานในการยุติธรรม, สาม กระทำการอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม, สี่ ทำลายทรัพย์ในคดีหรือเอกสารของผู้อื่น, ห้า กระทำการเพื่อมิให้ต้องโทษ, หก ฝ่าฝืนวิธีการเพื่อความปลอดภัย, เจ็ด กีดกันหรือขัดขวางการขายทอดตลาด, แปด ดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา, เก้า ซ่อนเร้นศพ
    1. ให้สินบนเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ตามมาตรา 167
    2. ขัดขืนคำบังคับ หมาย คำสั่งของเจ้าพนักงานในการยุติธรรม
      1. ขัดขันคำบังคับซึ่งให้มาเพื่อให้ถ้อยคำ ตามมาตรา 168
      2. ขัดขืนคำบังคับซึ่งให้ส่งหรือจัดการส่งทรัพย์หรือเอกสาร ตามมาตรา 169
      3. ขัดขืนหมายหรือคำสั่งของศาล ตามมาตรา 170
    3. กระทำการอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม
      1. แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา ตามมาตรา 172
      2. ฟ้องเท็จ ตามมาตรา 175
      3. เบิกความเท็จ ตามมาตรา 177
      4. แปลข้อความเท็จ ตามมาตรา 178
      5. ทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ตามมาตรา 179
      6. นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ตามมาตรา 180
      7. เหตุที่ทำให้รับโทษน้อยลงหรือเหตุที่ศาลจะไม่ลงโทษ ตามมาตรา 176
      8. เหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น ตามมาตรา 181
    4. ทำลายทรัพย์ในคดีหรือเอกสารของผู้อื่น
      1. ทำลายพยานหลักฐานในการกระทำความผิด ตามมาตรา 184
      2. ทำลายทรัพย์ที่ส่งไว้ต่อศาล ตามมาตรา 185
      3. ทำลายทรัพย์ที่มีคำพิพากษาให้ริบ ตามมาตรา 186
      4. ทำลายทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด ตามมาตรา 187
      5. ทำลายพินัยกรรมหรือเอกสารของผู้อื่น ตามมาตรา 188
    5. กระทำการเพื่อมิให้ต้องโทษ
      1. ช่วยผู้กระทำผิดเพื่อไม่ให้ต้องโทษ ตามมาตรา 189
      2. หลบหนีที่คุมขัง ตามมาตรา 190
      3. ทำให้ผู้อื่นหลุดพ้นจากที่คุมขัง ตามมาตรา 191
      4. ให้พำนักผู้หลบหนีจากการคุมขัง ตามมาตรา 192
      5. เหตุที่ทำให้รับโทษน้อยลง หรือเหตุที่ศาลจะไม่ลงโทษ ตามมาตรา 193
    6. ฝ่าฝืนวิธีการเพื่อความปลอดภัย
      1. เข้าไปในเขตกำหนด ตามมาตรา 194
      2. หลบหนีจากสถานพยาบาล ตามมาตรา 195
      3. ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามของศาล ตามมาตรา 196
    7. กีดกันหรือขัดขวางการขายทอดตลาด ตามมาตรา 197
    8. ดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา ตามมาตรา 198
    9. ซ่อนเร้นศพ ตามมาตรา 199
  2. ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม นับตั้งแต่มาตรา 200 ถึงมาตรา 205 จำนวนทั้งสิ้น 6 มาตรา ดังนี้
    1. เจ้าพนักงานในการยุติธรรมช่วยบุคคลมิให้ต้องโทษ ตามมาตรา 200
    2. เจ้าพนักงานในการยุติธรรม เรียก รับ หรือยอมรับสินบน ตามมาตรา 201
    3. เจ้าพนักงานในการยุติธรรมเรียกสินบนก่อนตำแหน่ง ตามมาตรา 202
    4. เจ้าพนักงานป้องกันหรือขัดขวางมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามมาตรา 203
    5. เจ้าพนักงานทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขัง ตามมาตรา 204
    6. เจ้าพนักงานทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขังโดยประมาท ตามมาตรา 205

ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม

มาตรา 167. ให้สินบนเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ

มาตรา ๑๖๗  ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด แก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

คล้ายการให้สินบนเจ้าพนักงาน มาตรา 144 และมีโทษหนักกว่า

ตัวอย่าง

เหลืองกระทำความผิดอาญาเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีพยานหลักฐานพอที่พนักงานอัยการจะสั่งฟ้องได้ แต่เหลืองเสนอให้เงินจำนวนหนึ่งแก่พนักงานอัยการผู้นั้นเพื่อสั่งไม่ฟ้อง ดังนี้เหลืองจะมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานในการยุติธรรมหรือไม่

การที่เหลืองเสนอให้เงินจำนวนหนึ่งแก่พนักงานอัยการเพื่อให้สั่งไม่ฟ้องทั้งที่พยานหลักฐานสามารถสั่งฟ้องได้เป็นการขอให้ทรัพย์สินแก่พนักงานอัยการเพื่อจูงใจให้พนักงานอัยการกระทำการคือการสั่งไม่ฟ้องคดีอันเป็นการมิชอบด้วยหน้าที่ การกระทำของเหลืองจึงเป็นความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานในการยุติธรรม

ขัดขืนคำบังคับ หมาย คำสั่ง ของพนักงานยุติธรรม

มาตรา 168. ขัดขืนคำบังคับ

มาตรา ๑๖๘  ผู้ใดขัดขืนคำบังคับตามกฎหมายของพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน ซึ่งให้มาเพื่อให้ถ้อยคำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ใช้กับกรณีพยานและผู้เห็นเหตุการณ์ ไม่ใช้กับกรณีผู้ต้องหาขัดขืน

กรณีผู้ต้องหาขัดขืนโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควรให้ออกหมายจับได้ตาม ปวิอ. มาตรา 66

มาตรา 169. ขัดขืนคำบังคับ

มาตรา ๑๖๙  ผู้ใดขัดขืนคำบังคับตามกฎหมายของพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน ซึ่งให้ส่งหรือจัดการส่งทรัพย์หรือเอกสารใด ให้สาบาน ให้ปฏิญาณ หรือให้ถ้อยคำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 170. ขัดขืนคำสั่งของศาล

มาตรา ๑๗๐  ผู้ใดขัดขืนหมายหรือคำสั่งของศาลให้มาให้ถ้อยคำ ให้มาเบิกความหรือให้ส่งทรัพย์หรือเอกสารใดในการพิจารณาคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรณียกเว้นที่พยานมีสิทธิไม่ยอมให้ถ้อยคำหรือเบิกความได้

  1. คำถามอันไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี
  2. ความลับในทางราชการหรือความลับในทางอื่น
  3. พระภิกษุสามเณรในพุทธศาสนา
  4. บุคคลที่ได้รับเอกสิทธิหรือความคุ้มกันตามกฎหมาย

มาตรา 171. ขัดขืนคำสั่งของศาล

มาตรา 171 บัญญัติว่า ผู้ใดขัดขืนคำสั่งของศาลให้สาบาน ปฏิญาณ ให้ถ้อยคำหรือเบิกความ ต้องต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บุคคลผู้ได้รับเอกสิทธิยกเว้นตาม ปวิพ. มาตรา 112

  1. พระมหากษัตริย์ ฯลฯ
  2. บุคคลที่มีอายุตำ่กว่าสิบห้าปี หรือบุคคลที่ศาลเห็นว่าหย่อนความรู้สึกผิดและชอบ
  3. พระภิกษุสามเณรในพุทธศาสนา
  4. บุคคลซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าไม่ต้องให้สาบานหรือกล่าวคำปฏิญาณ

เอกสิทธิของพระตาม ปวิพ. มาตรา 115 เป็นข้อยกเว้นการขัดขืนคำสั่งของศาล ไม่ให้ถ้อยคำ หรือเบิกความ ตามมาตรา 171 ได้

ตัวอย่าง

เขียวถูกกล่าวหาจากพนักงานสอบสวนว่า กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ และได้รับการประกันตัวไปในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนประสงค์จะสอบปากคำเขียวเพิ่มเติม จึงได้ออกหมายเรียกไปยังเขียวให้มาพบ เขียวได้รับหมายเรียกแล้วไม่ยอมมาพบพนักงานสอบสวน โดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร เขียวจะมีความผิดฐานใดหรือไม่

เขียวตกเป็นผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน เมื่อเขียวขัดขืนหมายเรียกของพนักงานสอบสวน ปวิพ. มาตรา 66 บัญญัติทางแก้ไขไว้แล้ว โดยให้ออกหมายจับได้ซึ่งเป็นการลงโทษอยู่แล้วเขียวจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 168 อีก (ฎ. 1341/2509)

พระภิกษุแดงมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ต่อศาล และตอบคำซักถามของทนายโจทก์จนจบแล้ว เมื่อทนายจำเลยถามค้าน พระภิกษุแดงกลับไม่ยอมตอบคำถามซึ่งศาลขอให้ตอบ ดังนี้ พระภิกษุแดงจะมีความผิดตาม ปอ. มาตรา 171 หรือไม่

ตาม ปวิพ. มาตรา 115 กำหนดให้สิทธิพระภิกษุในพุทธศาสนา จะไม่ตอบคำถามใดๆก็ได้ ดังนั้น การที่พระภิกษุแดงไม่ยอมตอบคำถามค้านของทนายจำเลยจึงชอบที่จะกระทำได้ตามมาตรา 115 การกระทำของพระภิกษุแดงจึงไม่เป็นความผิดตาม ปอ. มาตรา 171

กระทำการอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม

มาตรา 172. แจ้งความเท็จ

มาตรา ๑๗๒  ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๑๗๓  ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่า ได้มีการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท

มาตรา ๑๗๔  ถ้าการแจ้งข้อความตามมาตรา ๑๗๒ หรือมาตรา ๑๗๓ เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องถูกบังคับตามวิธีการเพื่อความปลอดภัย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท

ถ้าการแจ้งตามความในวรรคแรก เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

มาตรา 175. ฟ้องเท็จ

มาตรา ๑๗๕  ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

มาตรา 177. เบิกความเท็จ

มาตรา ๑๗๗  ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

เบิกความเท็จเป็นความผิดทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา. แตกต่างจากการฟ้องเท็จที่จะผิดต่อเมื่อเป็นคดีอาญาเท่านั้น

มาตรา 178. แปลข้อความเท็จ

มาตรา ๑๗๘  ผู้ใดซึ่งเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน ให้แปลข้อความหรือความหมายใด แปลข้อความหรือความหมายนั้นให้ผิดไปในข้อสำคัญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 179. ทำพยานหลักฐานเท็จ

มาตรา ๑๗๙  ผู้ใดทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อให้พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาเชื่อว่าได้มีความผิดอาญาอย่างใดเกิดขึ้น หรือเชื่อว่าความผิดอาญาที่เกิดขึ้นร้ายแรงกว่าที่เป็นความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 180. แสดงพยานหลักฐานเท็จ

มาตรา ๑๘๐  ผู้ใดนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ถ้าเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

มาตรา 176. ลุแก่โทษ

มาตรา ๑๗๖  ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา ๑๗๕ แล้วลุแก่โทษต่อศาล และขอถอนฟ้องหรือแก้ฟ้องก่อนมีคำพิพากษา ให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือศาลจะไม่ลงโทษเลยก็ได้

มาตรา 181. บทเพิ่มโทษ

มาตรา ๑๘๑  ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๗๔ มาตรา ๑๗๕ มาตรา ๑๗๗ มาตรา ๑๗๘ หรือมาตรา ๑๘๐

(๑) เป็นการกระทำในกรณีแห่งข้อหาว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

(๒) เป็นการกระทำในกรณีแห่งข้อหาว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามแสนบาท

ตัวอย่าง

ทองได้ยื่นฟ้องเขียวเป้นจำเลยต่อศาลแพ่งว่า เขียวได้เช่าที่ดินของทองปลูกบ้านอยู่ โดยสัญญาเช่าได้สิ้นอายุลงแล้วขอให้เขียวและบริวารออกจากที่ดินและรื้อบ้านไป เขียวยื่นคำให้การรับว่า เขียวยื่นคำให้การรับว่าเป็นความจริงดังฟ้อง ขอเวลารื้อบ้านภายใน 10 วัน แต่ความจริงที่ดินเป็นของมารดาทอง จอนเช่าที่ดินจากมารดาทองปลูกบ้านอยู่ โดยเขียวไม่เคยเกี่ยวข้องด้วย การฟ้องเท็จและให้การเท็จดังกล่าวทำให้จอนเสียหาย เพราะถูกหาว่าเป็นบริวารของเขียวและขัดขืนไม่ออกไปจากบ้านตามคำพิพากษา ดังนี้ การที่ทองฟ้องเขียวดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จหรือไม่

การฟ้องเท็จนั้น ตาม ปอ. มาตรา 175 มีหลักว่า ต้องเป็นการฟ้องเท็จในคดีอาญาการฟ้องเท็จในคดีแพ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดทางอาญาแต่อย่างใดทองจึงไม่มีความผิดฐานฟ้องเท็จ

จันทร์มีสาเหตุโกรธเคืองกับอังคาร จันทร์แกล้งฟ้องอังคารต่อศาลว่าลักทรัพย์และศาลสั่งประทับฟ้อง ระหว่างสืบพยานจำเลย จันทร์ถอนฟ้องโดยแถลงความจริงว่าอังคารมิได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา ดังนี้ ศาลจะลงโทษจันทร์ฐานฟ้องเท็จอย่างไร

การกระทำของจันทร์เป็นการเอาความอันเป็นเท็จฟ้องอังคารต่อศาล จันทร์มีความผิด ปอ. มาตรา 175 แต่การที่จันทร์ถอนฟ้องก่อนสืบพยานจำเลยโดยแถลงว่าความจริงอังคารมิได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาเป็นการลุแก่โทษต่อศาล และขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษา จันทร์ย่อมได้รับผลตามมาตรา 176 ซึ่งศาลอาจใช้ดุลยพินิจลงโทษจันทร์น้อยกว่าที่มาตรา 175 กำหนดไว้เพียงใดก็ได้ หรือศาลจะไม่ลงโทษเลยก็ได้

ดำเป็นพยานรู้เห็นในขณะที่แดงยืมเงินจากเขียว เมื่อเขียวมาฟ้องแดงเรียกเงินที่กู้ยืมคืน และอ้างดำเป็นพยาน ดำกลับเบิกความว่า ดำไม่เห็นแดงยืมเงินจากเขียว ในที่สุดศาลพิพากษายกฟ้อง เขียวจึงมาฟ้องดำว่าเบิกความเท็จในคดีดังกล่าว ดำต่อสู้ว่า การจะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จได้ จะต้องเป็นความเท็จในคดีอาญาเท่านั้น ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างของดำฟังขึ้นหรือไม่

ดำมีความผิดฐานเบิกความเท็จ เพราะการที่ดำรู้เห็นในขณะแดงยืมเงินถือว่าเป็นข้อสำคัญในคดีแม้คดีที่ดำเบิกความจะเป็นคดีแพ่ง ดำก็มีความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ปอ. มาตรา 177 ซึ่งบัญญัติความผิดฐานเบิกความเท็จทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ต่างจากกับการฟ้องเท็จตามมาตรา 175 ซึ่งจะต้องเป็นการฟ้องเท็จเฉพาะความผิดอาญาเท่านั้น

ทำลายทรัพย์ในคดีหรือเอกสารของผู้อื่น

มาตรา 184. ทำลายพยานหลักฐาน

มาตรา ๑๘๔  ผู้ใดเพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 185. ทำลายทรัพย์ที่ส่งไว้ต่อศาล

มาตรา ๑๘๕  ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์หรือเอกสารใดที่ได้ส่งไว้ต่อศาล หรือที่ศาลให้รักษาไว้ในการพิจารณาคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 186. ทำลายทรัพย์ที่มีคำพิพากษาให้ริบ

มาตรา ๑๘๖  ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์สินที่ได้มีคำพิพากษาให้ริบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 187. ทำลายทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด

มาตรา ๑๘๗  ผู้ใดเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด หรือที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 188. ทำลายเอกสารทำให้เสียหาย

มาตรา ๑๘๘  ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

ตัวอย่าง

โจทก์ฟ้องต่อจำเลยเรียกหนี้ตามสัญญาต่อศาล จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยขอผ่อนชำระต่อโจทก์ ต่อมาจำเลยสมคบกับพวกขายเรือนของจำเลยให้บุคคลอื่นไปเสีย จนโจทก์ไม่อาจยึดเรือนมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ดังนี้ จำเลยจะมีความผิดตาม ปอ. มาตรา 187 หรือไม่

การที่จำเลยสมคบกับพวกขายเรือนของจำเลยให้บุคคลอื่นไป จนโจทก์ไม่อาจยึดเรือนขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นการทำให้ทรัพย์ซึ่งน่าจะถูกยึดสูญหายไป การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตาม ปอ. มาตรา 187

จนกู้ยืมเงินมีไป 3,000 บาท จนเขียนในกระดาษแผ่นหนึ่งความว่า กู้ยืมเงินมีไป 3,000 บาท รับเงินไปครบแล้วลงลายมือชื่อจนไว้ แล้วมอบให้มีไป ต่อมาจนพบหนังสือฉบับนั้นในลิ้นชักโต๊ะทำงานของมีซึ่งทำงานอยู่แห่งเดียวกันจนแอบใช้น้ำยาลบหมึกข้อความและชื่อของตนในหนังสือดังกล่าวออกหมดสิ้น ดังนี้จนมีความผิดตาม ปอ. มาตรา 188 หรือไม่

การที่จนลบข้อความและชื่อของตนในกระดาษดังกล่าวออกเป็นการทำให้สัญญากู้ยืมเงินเสียหายและไร้ประโยชน์ต่อมี การกระทำของจนจึงเป็นความผิดตาม ปอ. มาตรา 188

กระทำการเพื่อมิให้ต้องโทษ

มาตรา 189. ช่วยผู้กระทำผิดเพื่อไม่ให้ต้องโทษ

มาตรา ๑๘๙  ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 190. หลบหนีที่คุมขัง

มาตรา ๑๙๐  ผู้ใดหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าความผิดดังกล่าวมาในวรรคแรกได้กระทำโดยแหกที่คุมขัง โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง

หลบหนีไป หมายถึง การทำให้ตัวเองได้รับอิสรภาพซึ่งอาจเป็นการชั่วคราวและตลอดไป

คำว่า “คุมขัง” เป็นไปตามคำนิยามใหน ปอ. มาตรา 1(12) หมายความว่า คุมตัว ควบคุม ขัง กักขัง หรือจำคุก

คุมตัว คือ คุมตัวไว้ในสถานพยาบาลอันเป็นวิธีการเพื่อการปลอดภัยตาม ปอ. มาตรา 39 (4) ส่วนเงื่อนไขในการคุมตัวเป็นไปตาม ปอ. มาตรา 48 มาตรา 49

ควบคุม คือควบคุมโดยเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตาม ปวิอ. มาตรา 2 (21) เช่น การควบคุมผู้ต้องหาโดยเจ้าพนักงานตำรวจตาม ปวิอ. มาตรา 87

ขัง คือขังผู้ต้องหาหรือจำเลยโดยศาลตาม ปวิอ. มาตรา 2(22) เช่น การขังที่เจ้าพนักงานตำรวจมาขออำนาจศาลขังผู้ต้องหาเพื่อประโยชน์ในการสอบสวนตาม ปวิอ. มาตรา 87

กักขัง คือโทษตาม ปอ. มาตรา 18 (3) ส่วนเงื่อนไขในการกักขังเป็นไปตาม ปอ. มาตรา 23 ถึงมาตรา 27

จำคุก คือโทษตาม ปอ. มาตรา 18 (2)

นอกจากการคุมขังตามที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการคุมขังตามกฎหมายอื่น เช่น การกักขังลูกหนี้ซึ่งไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตาม ปวิพ. มาตรา 298

หารการจับไม่ชอบการคุมขังก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ฎ. 1008/2499 แกล้งออกหมายจับ

ฎ. 307/2511 หลบหนีระหว่างได้รับอนุญาตให้ไปถ่ายอุจาระที่ป่าไผ่

ฎ. 2243/2531 ถูกเพิกถอนสัญชาติตามประกาศของคณะปฏิวัติ

มาตรา 191. ทำให้ผู้อื่นหลุดพ้นจากที่คุมขัง

มาตรา ๑๙๑  ผู้ใดกระทำด้วยประการใดให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หลุดพ้นจากการคุมขังไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปนั้นเป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาจากศาลหนึ่งศาลใดให้ลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป หรือมีจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง

กระทำด้วยประการใดให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวนหรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา เป็นการกระทำให้ผู้ถูกคุมขังซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกจับ ผู้ต้องหาหรือจำเลยหลุดพ้นจากการคุมขังโดยไม่จำกัดการกระทำซึ่งอาจเป็นการให้สินบนผู้ควบคุมให้ปล่อยผู้ต้องหา อนุญาตให้ผู้ต้องหาอาศัยรถออกนอกเรือนจำ ปลอมหมายปล่อยของศาลเพื่อให้เจ้าพนักงานเชื่อว่าศาลออกหมายปล่อยจนเจ้าพนักงานปล่อยจำเลย เจตนาไม่ขอฝากขังผู้ต้องหาในครั้งต่อไปจนศาลต้องออกหมายปล่อย เหล่านี้ เป็นการกระทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขังทั้งสิ้น

ผู้ถูกคุมขังตามมาตรานี้จะต้องถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวนหรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอำนาจในการคุมขังนี้ กรณีเป็นเช่นเดียวกับการคุมขังตามมาตรา 190

หลุดพ้นจากการคุมขังไป หมายถึง ผู้ถูกคุมขังได้รับเสรีภาพซึ่งอาจจะเป็นชั่วขณะหรือตลอดไป กรณีต่อไปนี้ถือว่าเป็นการทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากคุมขัง

ฎ. 1048/2491 ผู้ใหญ่บ้านแอบแก้มัดปล่อยตัวผู้ร้ายที่ตำรวจจับได้แล้วมาฝากผูกไว้ ในขณะที่ตำรวจยืนห่างไปเพียงแค่ 5 ถึง 6 วา

ฎ. 391/2509 ผู้ใหญ่บ้านขอตัวผู้ต้องหาไปคุยด้วยแล้วแอบปล่อยให้หนีไปในขณะที่ตำรวจมารอรับกลับด้วย

มาตรา 192 ให้พำนักผู้หลบหนีจากการคุมขัง

มาตรา ๑๙๒  ผู้ใดให้พำนัก ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ให้ผู้ที่หลบหนีจากการคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 193 เหตุที่ทำให้รับโทษน้อยลง หรือเหตุที่ศาลจะไม่ลงโทษ

มาตรา ๑๙๓  ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวมาในมาตรา ๑๘๔ มาตรา ๑๘๙ หรือมาตรา ๑๙๒ เป็นการกระทำเพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามีหรือภริยาของผู้กระทำ ศาลจะไม่ลงโทษก็ได้

ตัวอย่าง

วอนไปเยี่ยมวันผู้ต้องหา ซึ่งถูกคุมตัวระหว่างสอบสวนอยู่ที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจเผลอ วอนแอบส่งใบเลื่อยให้วัน วันใช้ใบเลื่อยนั้นเลื่อยลูกกรงเหล็กห้องขังหลบหนีไปได้ ดังนี้ วอนจะมีความผิดฐานใดหรือไม่

การกระทำของวอน มิใช่เป็นการกระทำให้วันหลุดพ้นจากการคุมขังตามบทบัญญัติแห่ง ปอ. มาตรา 191 แต่เป็นการสนับสนุนให้วันผู้ถูกคุมขังหลบหนีไประหว่างที่คุมขังอยู่ตามอำนาจของพนักงานสอบสวน จึงเป็นความผิดตาม ปอ. มาตรา 190, 86

ฝ่าฝืนวิธีการเพื่อความปลอดภัย

มาตรา 194 เข้าไปในเขตกำหนด

มาตรา ๑๙๔  ผู้ใดต้องคำพิพากษาห้ามเข้าเขตกำหนดตามมาตรา ๔๕ เข้าไปในเขตกำหนดนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 195. หลบหนีจากสถานพยาบาล

มาตรา ๑๙๕  ผู้ใดหลบหนีจากสถานพยาบาลซึ่งศาลสั่งให้คุมตัวไว้ ตามความในมาตรา ๔๙ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 196 ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามของศาล

มาตรา ๑๙๖  ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งห้ามของศาลซึ่งได้สั่งไว้ในคำพิพากษา ตามมาตรา ๕๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่าง

เหลืองกระทำความผิดอาญาเรื่องหนึ่ง ศาลไม่พิพากษาลงโทษเพราะเห็นว่า เหลืองกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง แต่เห็นว่าหากปล่อยเหลืองไปจะไม่ปลอดภัยแก่ประชาชน ศาลจึงสั่งให้คุมตัวเหลืองไว้ในสถานพยาบาล ในระหว่างที่ถูกคุมตัวอยู่นั้น เหลืองหลบหนีไปจากสถานพยาบาลดังนี้ เหลืองจะมีความผิดฐานใดหรือไม่

วิธีการที่ศาลสั่งให้คุมตัวเหลืองไว้ในสถานพยาบาลเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยแก่ประชาชนตาม ปอ. มาตรา 48 มิใช่ตาม ปอ.มาตรา 49 ซึ่งเป็นเรื่องกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเสพสุราเป็นอาจิณ หรือ ติดยาเสพติตให้โทษ ซึ่งหากศาลใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยโดยคุมตัวไว้ในสถานพยาบาลตามมาตรา 49 แล้วและผู้ถูกคุมตัวหลบหนีจากสถานพยาบาล ผู้หลบหนีจึงจะมีความผิดตาม ปอ. มาตรา 195 ดังนั้นการหลบหนีของเหลืองจากสถานพยาบาลจึงไม่มีความผิด เพราะเหลืองมิได้ถูกคุมตัวไว้ตามมาตรา 49

มาตรา 197 กีดกันหรือขัดขวางการขายทอดตลาด

มาตรา ๑๙๗  ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ให้ประโยชน์ หรือรับว่าจะให้ประโยชน์ เพื่อกีดกันหรือขัดขวางการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานเนื่องจากคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่าง

ในระหว่างการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาคดีหนึ่ง เขียวญาติของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ขู่เข็ญผู้เข้าสู้ราคามิให้สู้ราคา หากเข้าสู้ราคาจะทำร้าย จนไม่มีบุคคลใดกล้าเข้าสู้ราคา และในที่สุดเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องเลื่อนการขายทอดตลาดไป ดังนี้ เขียวจะมีความผิดฐานใดหรือไม่

การกระทำของเขียวเป็นความผิด ปอ. มาตรา 197 เพราะการที่เขียวขู่เข็ญผู้เข้าสู้ราคามิให้สู้ราคาหากเข้าสู้ราคาจะถูกทำร้าย เป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อกีดกันหรือขัดขวางการขายทอดตลาดแล้ว

มาตรา 198 ดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา

มาตรา ๑๙๘  ผู้ใดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยอุทธรณ์โดยกล่าวในอุทธรณ์ว่า ศาลตัดสินไม่ต้องด้วยความยุติธรรม ดังนี้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา หรือไม่

จำเลยไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นศาล หรือผู้พิพากษาตาม ปอ. มาตรา 198 เพราะเป็นการอุทธรณ์ฎีกาภายในขอบเขตของการดำเนินคดีและวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเป็นธรรมต้องด้วยข้อยกเว้นตามบทบัญญัติความผิดฐานหมิ่นประมาท

แดงส่งเสียงเอะอะและทุบโต๊ะเก้าอี้ในระหว่างฟังการพิจารณาคดีเรื่องหนึ่ง เจ้าพนักงานศาลเข้าห้ามปรามกลับไม่ยอมเชื่อฟัง จนศาลต้องเลื่อนการพิจารณาไป และได้ไต่สวนในเรื่องที่แดงประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลโดยลงโทษจำคุกฐานละเมิดอำนาจศาล 1 เดือน ตามประมาวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนี้ แดงจะมีความผิดฐานขัดขวางการพิจารณาคดีของศาลอีกหรือไม่

การกระทำของแดงเป็นความผิดต่อกฎหมาย 2 ฉบับ คือ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และตามประมวลกฎหมายอาญา แม้ศาลจะลงโทษแดงฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ปวิพ. มาตรา 31)ไปแล้ว ก็ไม่ลบล้างความผิดฐานขัดขวางการพิจารณาคดีของศาล ตาม ปอ. มาตรา 198 (ฎ. 87/2484)

มาตรา 199 ซ่อนเร้นศพ

มาตรา ๑๙๙  ผู้ใดลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพหรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่าง

แดงฆ่าพี่เขยตายในบ้านพักแล้วตัดศรีษะของพี่เขยนำไปทิ้งไว้อีกที่หนึ่ง ดังนี้ นอกจากแดงจะมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นแล้ว แดงจะมีความผิดฐานใดอีกหรือไม่

การที่แดงตัดศรีษะซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศพพี่เขย แล้วนำไปทิ้งไว้ที่แห่งหนึ่งนั้นถือว่าแดงได้ย้ายส่วนของศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย การกระทำของแดงจึงเป็นความผิดตาม ปอ.มาตรา 199 อีกฐานหนึ่งนอกจากความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

มาตรา 200 ช่วยบุคคลมิให้ต้องโทษ

มาตรา ๒๐๐  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาหรือจัดการให้เป็นไปตามหมายอาญา กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

ถ้าการกระทำหรือไม่กระทำนั้น เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับโทษ รับโทษหนักขึ้น หรือต้องถูกบังคับตามวิธีการเพื่อความปลอดภัย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท

ตัวอย่าง

ในระหว่างการสอบสวนคดีอาญาเรื่องหนึ่ง ร้อยตำรวจเอกขาวได้จดคำพยานผิดไปจากที่พยานให้ถ้อยคำเพื่อมีเจตนาช่วยผู้ต้องหามิให้ต้องรับโทษ แต่ต่อมาเมื่อผู้ต้องหาถูกฟ้องเป็นจำเลย พยานปากนั้นได้เบิกความต่อศาลและศาลได้ลงโทษจำเลยโดยอาศัยพยานดังกล่าว ดังนี้ ร้อยตำรวจเอกขาวจะมีความผิดฐานใดหรือไม่

การที่ร้อยตำรวจเอกขาวซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนจดคำพยานผิดไปจากที่พยานให้ถ้อยคำก็เพื่อมีเจตนาช่วยผู้ต้องหามิให้ต้องรับโทษ การกระทำของร้อยตำรวจเอกขาวจึงเป็นความผิดตาม ปอ. มาตรา 200 แม้ต่อมาศาลจะเชื่อคำพยานปากนั้น และนำมาลงโทษจำเลยซึ่งไม่สมประโยชน์ของร้อยตำรวจเอกขาวก็ตาม การกระทำของร้อยตำรวจเอกขาวก็ยังเป็นความผิดอาญาอยู่

มาตรา 201 รับสินบน

มาตรา ๒๐๑  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต

ตัวอย่าง

ร้อยตำรวจเอกแดงเรียกเงินจำนวนหนึ่งจากญาติของผู้ต้องหา ในความรับผิดอาญาเรื่องหนึ่ง เพื่อทำความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งจากพยานหลักฐานในคดี ร้อยตำรวจเอกแดงต้องมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องอยู่แล้ว ดังนี้ ร้อยตำรวจเอกแดงจะมีความผิดตาม ปอ.มาตรา 201 หรือไม่

ร้อยตำรวจเอกแดง มีความผิดตาม ปอ.มาตรา 201 แม้ตามพยานหลักฐานในคดี ร้อยตำรวจเอกแดงจะต้องทำความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งเป็นการกระทำที่ชอบด้วยหน้าที่ก็ตาม เพราะการเรียกเงินจากญาติผู้ต้องหาเป็นการกระทำโดยมิชอบ

มาตรา 202 เรียกสินบนก่อนรับตำแหน่ง

มาตรา ๒๐๒  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ๆ ในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต

ตัวอย่าง

ดำเป็นพนักงานอัยการ ต่อมาดำทราบว่าตนจะย้ายไปดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดแห่งหนึ่ง ขณะที่ยังไม่ได้ย้ายไปประจำยังต่างจังหวัด ได้เรียกเงินจำนวนหนึ่งจากญาติของผู้ต้องหาซึ่งกระทำความผิดโดยสัญญาว่าเมื่อย้ายไปเป็นอัยการจังหวัดแล้วจะสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหานั้น และเมื่อดำย้ายไปเป็นอัยการจังหวัด ได้มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา ดังนี้ดำจะมีความผิดตาม ปอ.มาตรา 202 หรือไม่

การที่ดำเรียกเงินจำนวนหนึ่งจากญาติของผู้ต้องหาก่อนที่ดำจะย้ายไปเป็นอัยการจังหวัด และเมื่อย้ายไปได้มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหานั้น เป็นการเรียกทรัพย์สินก่อนที่จะได้รับตำแหน่ง และการที่ออกคำสั่งไม่ฟ้องก็โดยเห็นแก่ทรัพย์สินที่ดำได้เรียกไว้ก่อนจะได้รับตำแหน่ง การกระทำของดำจึงเป็นความผิดตาม ปอ.มาตรา 202

มาตรา 203 ป้องกันหรือขัดขวางมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง

มาตรา ๒๐๓  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ป้องกันหรือขัดขวางมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่าง

เขียวเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี มีหน้าที่ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เขียวได้บอกให้ลูกหนี้ยักย้ายทรัพย์ไปเสียก่อนวันยึดทรัพย์ ดังนี้ เขียวจะมีความผิดตาม ปอ.มาตรา 203 หรือไม่

เขียวเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี มีหน้าที่ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อขายทอดตลาด แต่เขียวกลับบอกให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษายักย้ายทรัพย์ไปเสียก่อนวันยึดทรัพย์ การกระทำของเขียวจึงเป็นการป้องกันและขัดขวางมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษา และคำสั่งของศาลเป็นความผิดตาม ปอ. มาตรา 203

มาตรา 204 ทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขัง

มาตรา ๒๐๔  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีตำแหน่งหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ที่ต้องคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ที่อยู่ในระหว่างคุมขังนั้นหลุดพ้นจากการคุมขังไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

ถ้าผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปนั้นเป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาของศาลหนึ่งศาลใดให้ลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป หรือมีจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท

องค์ประกอบความผิด

องค์ประกอบภายนอก

  1. เป็นเจ้าพนักงาน
  2. มีตำแหน่งหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ที่ต้องคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา
  3. กระทำด้วยประการใดๆให้ผู้ที่อยู่ในระหว่างคุมขังนั้นหลุดพ้นจากการคุมขังไป

องค์ประกอบภายใน

เจตนา

คำอธิบาย

องค์ประกอบภายนอก

เจ้าพนักงาน ความหมายของเจ้าพนักงานตามมาตรานี้ต้องพิจารณาพร้อมกับองค์ประกอบ 2 ข้อคือ

มีตำแหน่งหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ที่ต้องคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา เช่น เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ กรมราชทัณฑ์มีหน้าที่ควบคุมผู้ต้องขังตามหมายจำคุกของศาลตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอำนาจจับและควบคุมผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำนันผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นต้น

กระทำด้วยประการใดๆให้ผู้ที่อยู่ในระหว่างคุมขังนั้นหลุดพ้นจากการคุมขังไป ความผิดตามมาตรานี้ไม่จำกัดการกระทำ ส่วนการคุมขังเป็นไปตามบทนิยามใน ปอ. มาตรา 1(12) ซึ่งหมายถึง คุมตัว ควบคุม ขัง กักขังหรือจำคุก การหลุดพ้นจากการคุมขังจึงไม่หมายความถึงเฉพาะทำให้หลุดพ้นจากสถานที่ควบคุมเท่านั้น แต่รวมถึงทำให้หลุดพ้นในระหว่างคุมตัวมาที่ทำการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจด้วย

การทำให้หลุดพ้นจากที่คุมขังแม้ขณะหลุดพ้นเจ้าพนักงานตำรวจผู้ควบคุมจะอยู่ด้วยก็เป็นความผิด

ฎ. 2/2503 ตำรวจเวรรักษาการณ์บนสถานีตำรวจพาผู้ต้องขังไปเที่ยวตลาด

ฎ. 3598/2531 ตำรวจปล่อยตัวผู้ต้องคุมขังเพราะบุคคลตาม ปวิพ. มาตรา 90 มายื่นคำขอให้ปล่อยเนื่องจากพนักงานสอบสวนควบคุมไว้โดยไม่ชอบเพราะไม่ได้ขอหมายขัง. ตำรวจนั้นผิดตามมาตรา 204

ตัวอย่าง

ดำเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์พาผู้ต้องขังออกจากเรือนจำไปเยี่ยมบ้านโดยพลการ และพากลับเข้าเรือนจำในตอนเย็นวันเดียวกันนั้นเอง ดังนี้ ดำจะมีความผิดฐานทำให้ผู้ที่อยู่ระหว่างคุมขังพ้นจากการคุมขังไปหรือไม่ ตาม ปอ. มาตรา 204

การที่ดำพาผู้ต้องหาออกจากเรือนจำไปเยี่ยมบ้านโดยพลการ ถือได้ว่าดำทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขังแล้ว แม้ดำจะไปด้วยและพากลับเข้าเรือนจำในเย็นวันนั้นเองก็ตาม เพราะการหลุดพ้นอาจเป็นการหลุดพ้นไปเลยหรือเป็นการชั่วคราวก็ได้ ดังนี้ ดำมีความผิดตาม ปอ.มาตรา 204

เจ้าพนักงานทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขังโดยประมาท

มาตรา ๒๐๕  ถ้าการกระทำดังกล่าวในมาตรา ๒๐๔ เป็นการกระทำโดยประมาท ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปด้วยการกระทำโดยประมาทนั้น เป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาของศาลหนึ่งศาลใดให้ลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป หรือมีจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้กระทำความผิด จัดให้ได้ตัวผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังคืนมาภายในสามเดือน ให้งดการลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดนั้น

ตัวอย่าง

แดงเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ใช้ให้เขียวผู้ต้องขังล้างรถจักรยานยนต์ใกล้ประตูเรือนจำ ระหว่างล้างอยู่นั้น เขียวสบโอกาสเห็นแดงเผลอ จึงขับรถจักรยานยนต์ ออกจากประตูเรือนจำไป ดังนี้ แดงจะมีความผิดฐานใด

การที่แดงใช้ให้เขียวผู้ต้องขังล้างรถจักรยานยนต์ใกล้ประตูเรือนจำ จนเขียวขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปได้นั้น เป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งหากเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อื่นแล้ว จะไม่ทำอย่างนั้น การกระทำของแดงจึงเป็นการกระทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขังโดยประมาท เป็นความผิดตาม ปอ.มาตรา 205