ความผิดเกี่ยวกับศาสนาความสงบสุขของประชาชนการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชนและการค้า อยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ความผิด ในลักษณะ 4, 5, 6 และ 8 ดังนี้

หัวข้อ

  1. ความผิดเกี่ยวกับศาสนา อยู่ในลักษณะ 4 นับตั้งแต่มาตรา 206 ถึงมาตรา 208 รวมทั้งสิ้นมี 3 มาตรา
    1. กระทำการเหยียดหยามศาสนา ตามมาตรา 206
    2. ก่อให้เกิดความวุ่นวายในที่ประชุมศาสนิกชน ตามมาตรา 207
    3. แต่งกายหรือใช้เครื่องหมายในศาสนาโดยมิชอบ ตามมาตรา 208
  2. ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน อยู่ในลักษณะ 5 นับตั้งแต่มาตรา 209 ถึง มาตรา 216 รวมทั้งสิ้น 8 มาตรา
    1. ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ตามมาตรา 209
    2. ความผิดฐานเป็นซ่องโจร มาตรา ตามมาตรา 210
    3. ประชุมกับอั้งยี่หรือซ่องโจร ตามมาตรา 211
    4. อุปการะอั้งยี่หรือซ่องโจร ตามมาตรา 212
    5. สมาชิกอั้งยี่หรือซ่องโจรกระทำผิด ตามมาตรา 213
    6. ประพฤติตนเป็นปกติธุระจัดหาที่พำนัก ที่ซ่อนเร้น หรือที่ประชุมแก่ผู้กระทำความผิด ตามมาตรา 214
    7. มั่วสุมทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
      1. มั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ตามมาตรา 215
      2. กรณีมั่วสุมแล้วเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแต่ไม่ยอมเลิก ตามมาตรา 216
  3. ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน อยู่ในลักษณะ 6 นับตั้งแต่มาตรา 217 จนถึงมาตรา 239 มีจำนวนทั้งสิ้น 23 มาตรา
    1. วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น
      1. วางเพลิงเผาทรัพย์ทั่วไป ตามมาตรา 217
      2. วางเพลิงเผาทรัพย์ที่สำคัญ ตามมาตรา 218
      3. ตระเตรียมวางเพลิง ตามมาตรา 219
    2. กระทำให้เกิดเพลิงไหม้วัตถุ ตามมาตรา 220
    3. กระทำให้เกิดการระเบิด
      1. กระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตราย ตามมาตรา 221
      2. กระทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์ ตามมาตรา 222
    4. เหตุที่ทำให้รับโทษน้อยลงหรือหนักขึ้น
      1. รับโทษน้อยลงเนื่องจากทรัพย์มีราคาน้อย
      2. รับโทษหนักขึ้นเนื่องจากมีผู้เสียชีวิตหรือได้รับอันตรายสาหัส
    5. กระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท ตามมาตรา 225
    6. การกระทำอันน่าจะเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์
      1. กระทำแก่โรงเรือน อู่เรือ ที่จอดรถหรือเรือสาธารณะ ตามมาตรา 226
      2. ผู้มีวิชาชีพในการออกแบบไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ตามมาตรา 227
      3. กระทำเพื่อให้กิดอุทกภัย ตามมาตรา 228
    7. การกระทำอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจร
      1. กระทำแก่ทางสาธารณะ ตามมาตรา 229
      2. กีดขวางทางรถไฟหรือทางรถราง ตามมาตรา 230
      3. กระทำแก่ประภาคาร ทุ่นสัญญาณ ตามมาตรา 231
    8. การกระทำแก่ยานพาหนะหรือใช้ยานพาหนะรับจ้างขนส่งคนโดยสาร
      1. กระทำให้ยานพาหนะอยู่ในลักษณะน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตราย ตามมาตรา 232
      2. ใช้ยานพาหนะที่มีลักษณะไม่ปลอดภัยรับจ้างขนส่งคนโดยสาร ตามมาตรา 233
    9. การกระทำให้เกิดความขัดข้องในกิจการสาธารณูปโภค
      1. กระทำแก่สิ่งที่ใช้ผลิตหรือส่งไฟฟ้าหรือส่งน้ำ ตามมาตรา 234
      2. กระทำให้การสื่อสารขัดข้อง ตามมาตรา 235
    10. การปลอมปนอาหารหรือเจือของมีพิษในอาหาร
      1. ปลอมปนอาหาร ตามมาตรา 236
      2. เจือของมีพิษในอาหาร ตามมาตรา 237
    11. เหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น ตามมาตรา 238
    12. กรณีกระทำโดยประมาท ตามมาตรา 239
  4. ความผิดเกี่ยวกับการค้า อยู่ในลักษณะ 8 นับตั้งแต่มาตรา 270 ถึงมาตรา 275 มีจำนวนทั้งสิ้น 6 มาตรา
    1. ความผิดที่เกี่ยวกับเครื่องชั่ง เครื่องตวง เครื่องวัดที่ผิดอัตรา ตามมาตรา 270
    2. ความผิดเกี่ยวกับการขายของโดยหลอกลวง ตามมาตรา 271
    3. การหลอกลวงหรือไขข่าวเกี่ยวกับการค้า ตามมาตรา 272
    4. การปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้า พรบ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108, มาตรา 109, มาตรา 110
      1. ปลอมเครื่องหมายการค้า ตามมาตรา 273
      2. เลียนเครื่องหมายการค้า ตามมาตรา 274
    5. การนำเข้าหรือจำหน่ายสินค้าที่เป็นความผิดเกี่ยวกับการค้า ตามมาตรา 275

คำอธิบายเรียงรายมาตรา

ความผิดเกี่ยวกับศาสนา

กระทำการเหยีดหยามศาสนา ตามมาตรา 206

มาตรา ๒๐๖  ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ แก่วัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ฟ้านักทัศนาจรจากอังกฤษมาท่องเที่ยวเมืองไทย และซื้อพระพุทธรูปจากร้านค้าของเก่า โดยคิดว่าเป็นวัตถุโบราณ เมื่อกลับถึงโรงแรมที่พักก็เอาพระพุทธรูปวางไว้กับพื้นห้อง และเอาเสื้อผ้าใช้แล้วปิดทับ ฟ้าจะมีความผิดตามมาตรา 206 หรือไม่

ฟ้าไม่ผิดตามมาตรา 206 เพราะแม้พฤติการณ์ในการกระทำจะเป็นการกระทำอันเป็นการเหยียดหยามศาสนา แต่ฟ้าก็ไม่มีเจตนากระทำผิดเนื่องจากไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 59 วรรคสาม ว่าพระพุทธรูปนั้นเป็นวัตถุอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาพุทธ โดยเข้าใจว่าเป็นวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งเท่านั้น

ก่อให้เกิดความวุ่นวายในที่ประชุมศาสนิกชน ตามมาตรา 207

มาตรา ๒๐๗  ผู้ใดก่อให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมศาสนิกชนเวลาประชุมกัน นมัสการ หรือกระทำพิธีกรรมตามศาสนาใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะพุทธศาสนิกชนหลายคนนั่งฟังพระเทศน์ทางวิทยุโทรทัศน์ในบ้าน แดงแกล้งร้องตะโกนว่าไฟไหม้ๆ ทำให้ผู้ที่นั่งฟังเทศน์ตกใจ วิ่งหนีกันชุลมุน แดงจะผิดตามมาตรา 207 หรือไม่

กรณีจะเป็นอย่างไร ถ้าแดงกระทำเช่นนั้นในขณะที่ผู้อื่นนั่งฟังเทศน์อยู่ในโบสถ์ของวัด

ความผิดตามมาตรา 207 นั้น ต้องกระทำลงในที่ประชุมศาสนิกชนเวลาประชุมกันนมัสการ หรือกระทำพิธีกรรมทางศาสนาโดยชอบด้วยกฎหมาย

กรณีแรก แดงไม่ผิดตามมาตรา 207 เพราะแม้การกระทำของแดงจะเป็นการก่อให้เกิดการวุ่นวายขึ้นก็ตาม แต่ก็มิได้ทำขึ้นในเวลาที่ศาสนิกชนประชุมกันทำพิธีกรรมทางศาสนา แต่กรณีหลัง แดงผิดตามมาตรา 207 นี้ เพราะได้ก่อความวุ่นวายในที่ประชุมศาสนิกชนในเวลาประชุมกันฟังเทศน์อันเป็นพิธีกรรมทางศาสนา

แต่งกายหรือใช้เครื่องหมายในศาสนาโดยมิชอบ ตามมาตรา 208

มาตรา ๒๐๘  ผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายดำเคยเป็นพระภิกษุ ในขณะที่เป็นพระภิกษุอยู่นายดำล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ซึ่งคณะสงฆ์ผู้พิจารณาชั้นต้นมีคำวินิจฉัยให้สึกจากการเป็นพระภิกษุ นายดำจึงยื่นอุทธรณ์ต่อคณะสงฆ์ โดยขณะนั้นนายดำยังคงแต่งกายเป็นพระภิกษุอยู่ นายดำจะมีความผิดตามมาตรา 208 หรือไม่

การที่คณะสงฆ์ผู้พิจารณาชั้นต้น มีคำวินิจฉัยให้นายดำสึกจากการเป็นพระภิกษุ แม้นายดำจะยื่นอุทธรณ์ต่อคณะสงฆ์ก็ไม่เป็นเหตุให้นายดำซึ่งได้สึกไปแล้วกลับมาเป็นพระภิกษุใหม่อีก เมื่อนายดำแต่งกายเป็นพระภิกษุจึงมีความผิดตามมาตรา 208

ฎ. 4499/2539

ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน

ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ตามมาตรา 209

มาตรา ๒๐๙  ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

มาตรา 209 วรรคท้าย บทเพิ่มโทษอั้งยี่

ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า ผู้จัดการหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในคณะบุคคลนั้น ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

ดำได้รวบรวมผู้ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรเดียวกันกับตนจำนวนรวม 20 คน ตั้งเป็นกลุ่มรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน เพื่อสอดส่องดูแลความปลอดภัย และแจ้งเหตุลักทรัพย์ที่เกิดในบริเวณหมู่บ้านดังกล่าวให้ทางการทราบ โดยกลุ่มรักษาความปลอดภัยนั้นได้ปกปิดวิธีดำเนินการและเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าวจากผู้ที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านนั้น ดำและพวกมีความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตามมาตรา 209 หรือไม่

การเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการ อันจะเป็นความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตามมาตรา 209 นั้น ต้องเป็นคณะบุคคลที่มีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย

แม้ดำและพวกจะเป็นสมาชิกของกลุ่มรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน ซึ่งเป็นคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการก็ตาม แต่ดำและพวกก็ไม่มีความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตามมาตรา 209 เนื่องจากกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีความมุ่งหมายเพื่อสอดส่องดูแลความปลอดภัย และแจ้งเหตุลักทรัพย์ให้ทางการทราบ ซึ่งเป็นความมุ่งหมายเพื่อการอันชอบด้วยกฎหมาย

ความผิดฐานเป็นซ่องโจร ตามมาตรา 210

มาตรา ๒๑๐  ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ นี้ และความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 210 วรรคท้าย บทเพิ่มโทษซ่องโจร

ถ้าเป็นการสมคบเพื่อกระทำความผิด ที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท

จงเปรียบเทียบความแตกต่างของความผิดฐานเป็นอั้งยี่กับฐานเป็นซ่องโจร

  1. ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ผิดเมื่อเข้าเป็นสมาชิกของอั้งยี่ แต่ความผิดฐานเป็นซ่องโจรผิดเมื่อตกลงกันกระทำความผิด
  2. ความผิดฐานเป็นอั้งยี่นั้นต้องมีผู้กระทำผิดอย่างน้อย 2 คน แต่ซ่องโจรจะต้องมีผู้กระทำผิดอย่างน้อย 5 คน
  3. ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ คณะบุคคลต้องตั้งขึ้นอย่างถาวร แต่ซ่องโจรไม่จำเป็นต้องเป็นการถาวร อาจตั้งขึ้นเพื่อกระทำผิดครั้งหนึ่งคราวเดียวแล้วเลิกไปก็ได้
  4. ความผิดฐานเป็นอั้งยี่นั้น คณะบุคคลต้องมีความมุ่งหมายเพื่อกระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายใดๆก็ได้ และจะมีโทษหนักเบาแค่ไหนก็ได้ แต่ซ่องโจรต้องมีความมุ่งหมายเพื่อกระทำความผิดในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น และจะต้องเป็นความผิดซึ่งมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูง ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป
  5. ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ การที่ต้องรับโทษหนักขึ้นนั้นพิจารณาจากตัวบุคคลว่าเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในอั้งยี่หรือไม่ (มาตรา 209 วรรคท้าย) แต่ซ่องโจรนั้น พิจารณาจากความร้ายแรงของโทษที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดที่มุ่งหมายกระทำเป็นหลัก (มาตรา 210 วรรคท้าย)

ประชุมกับอั้งยี่หรือซ่องโจร ตามมาตรา 211

มาตรา ๒๑๑  ผู้ใดประชุมในที่ประชุมอั้งยี่หรือซ่องโจร ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจร เว้นแต่ผู้นั้นจะแสดงได้ว่า ได้ประชุมโดยไม่รู้ว่าเป็นการประชุมของอั้งยี่หรือซ่องโจร

อุปการะอั้งยี่หรือซ่องโจร ตามมาตรา 212

มาตรา ๒๑๒  ผู้ใด

(๑) จัดหาที่ประชุมหรือที่พำนักให้แก่อั้งยี่หรือซ่องโจร

(๒) ชักชวนบุคคลให้เข้าเป็นสมาชิกอั้งยี่หรือพรรคพวกซ่องโจร

(๓) อุปการะอั้งยี่หรือซ่องโจรโดยให้ทรัพย์หรือโดยประการอื่น หรือ

(๔) ช่วยจำหน่ายทรัพย์ที่อั้งยี่หรือซ่องโจรได้มาโดยการกระทำความผิด

ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจรแล้วแต่กรณี

สมาชิกอั้งยี่หรือซ่องโจรกระทำผิด ตามมาตรา 213

มาตรา ๒๑๓  ถ้าสมาชิกอั้งยี่หรือพรรคพวกซ่องโจรคนหนึ่งคนใดได้กระทำความผิดตามความมุ่งหมายของอั้งยี่หรือซ่องโจรนั้น สมาชิกอั้งยี่หรือพรรคพวกซ่องโจรที่อยู่ด้วยในขณะกระทำความผิด หรืออยู่ด้วยในที่ประชุมแต่ไม่ได้คัดค้านในการตกลงให้กระทำความผิดนั้น และบรรดาหัวหน้า ผู้จัดการ หรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในอั้งยี่หรือซ่องโจรนั้น ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นทุกคน

ประพฤติตนเป็นปกติธุระจัดหาที่พำนัก ที่ซ่อนเร้น หรือที่ประชุมแก่ผู้กระทำความผิด ตามมาตรา 214

มาตรา ๒๑๔  ผู้ใดประพฤติตนเป็นปกติธุระเป็นผู้จัดหาที่พำนัก ที่ซ่อนเร้นหรือที่ประชุมให้บุคคลซึ่งตนรู้ว่าเป็นผู้กระทำความผิดที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ นี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำความผิดนั้น เป็นการกระทำเพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามีหรือภริยาของผู้กระทำ ศาลจะไม่ลงโทษก็ได้

มั่วสุมทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

มั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ตามมาตรา 215

มาตรา ๒๑๕  ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ บรรดาผู้ที่กระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิดนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรณีมั่วสุมแล้วเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแต่ไม่ยอมเลิก ตามมาตรา 216

มาตรา ๒๑๖  เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา ๒๑๕ ให้เลิกไป ผู้ใดไม่เลิก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน

วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น

วางเพลิงเผาทรัพย์ทั่วไป ตามมาตรา 217

มาตรา ๒๑๗  ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาท ถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

วางเพลิงเผาทรัพย์ที่สำคัญ ตามมาตรา 218

มาตรา ๒๑๘  ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ดังต่อไปนี้

(๑) โรงเรือน เรือ หรือแพที่คนอยู่อาศัย

(๒) โรงเรือน เรือ หรือแพอันเป็นที่เก็บหรือที่ทำสินค้า

(๓) โรงมหรสพหรือสถานที่ประชุม

(๔) โรงเรือนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นสาธารณสถาน หรือเป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมตามศาสนา

(๕) สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน หรือที่จอดรถหรือเรือสาธารณะ

(๖) เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ อันมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป อากาศยาน หรือรถไฟที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะ

ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี

ตระเตรียมวางเพลิง ตามมาตรา 219

มาตรา ๒๑๙  ผู้ใดตระเตรียมเพื่อกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรา ๒๑๗ หรือมาตรา ๒๑๘ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับพยายามกระทำความผิดนั้น ๆ

กระทำให้เกิดเพลิงไหม่วัตถุ ตามมาตรา 220

ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๑๘ ผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑๘

กระทำให้เกิดการระเบิด

กระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตราย ตามมาตรา 221

มาตรา ๒๒๑  ผู้ใดกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น หรือทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

กระทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุอันตรายแก่ทรัพย์ มาตรา 222

มาตรา ๒๒๒  ผู้ใดกระทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์ดังกล่าวในมาตรา ๒๑๗ หรือมาตรา ๒๑๘ ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ

เหตุที่ทำให้รับโทษน้อยลงหรือหนักขึ้น

รับโทษน้อยลงเนื่องจากทรัพย์มีราคาน้อย

รับโทษหนักขึ้นเนื่องจากมีผู้เสียชีวิตหรือได้รับอันตรายสาหัส

กระทำให้เกิดเพลิงไหม่โดยประมาท ตามมาตรา 225

มาตรา ๒๒๕  ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท และเป็นเหตุให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหาย หรือการกระทำโดยประมาทนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การกระทำอันน่าจะเกิดอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์

กระทำแก่โรงเรือน อู่เรือ ที่จอดรถหรือเรือสาธารณะ ตามมาตรา 226

มาตรา ๒๒๖  ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ แก่โรงเรือน อู่เรือ ที่จอดรถ หรือเรือสาธารณะ ทุ่นทอดจอดเรือ สิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร เครื่องกล สายไฟฟ้าหรือสิ่งที่ทำไว้เพื่อป้องกันอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ จนน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้มีวิชาชีพในการออกแบบไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ตามมาตรา 227

มาตรา ๒๒๗  ผู้ใดเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุม หรือทำการก่อสร้าง ซ่อมแซมหรือรื้อถอน อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ หรือวิธีการอันพึงกระทำการนั้น ๆ โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กระทำเพื่อให้เกิดอุทกภัย มาตรา ตาม228

มาตรา ๒๒๘  ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อให้เกิดอุทกภัย หรือเพื่อให้เกิดขัดข้องแก่การใช้น้ำซึ่งเป็นสาธารณูปโภค ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำผิดดังกล่าวในวรรคแรกเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

การกระทำอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจร

กระทำแก่ทางสาธารณะ ตามมาตรา 229

มาตรา ๒๒๙  ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ทางสาธารณะ ประตูน้ำ ทำนบ เขื่อน อันเป็นส่วนของทางสาธารณะ หรือที่ขึ้นลงของอากาศยาน อยู่ในลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กีดขวางทางรถไฟหรือทางรถรางตามมาตรา 230

มาตรา ๒๓๐  ผู้ใดเอาสิ่งใด ๆ กีดขวางทางรถไฟหรือทางรถราง ทำให้รางรถไฟหรือรางรถรางหลุด หลวมหรือเคลื่อนจากที่ หรือกระทำแก่เครื่องสัญญาณจนน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การเดินรถไฟหรือรถราง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

กระทำแก่ประภาคาร ทุ่นสัญญาณ ตามมาตรา 231

มาตรา ๒๓๑  ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ประภาคาร ทุ่น สัญญาณ หรือสิ่งอื่นใด ซึ่งจัดไว้เป็นสัญญาณเพื่อความปลอดภัยในการจราจรทางบก การเดินเรือหรือการเดินอากาศ อยู่ในลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจรทางบก การเดินเรือหรือการเดินอากาศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

การกระทำแก่ยานพาหนะหรือใช้ยานพาหนะรับจ้างขนส่งคนโดยสาร

กระทำให้ยานพาหนะอยู่ในลักษณะน่าจะเป็นอัตราย ตามมาตรา 232

มาตรา ๒๓๒  ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ยานพาหนะดังต่อไปนี้ อยู่ในลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคล

(๑) เรือเดินทะเล อากาศยาน รถไฟหรือรถราง

(๒) รถยนต์ที่ใช้สำหรับการขนส่งสาธารณะ หรือ

(๓) เรือกลไฟ หรือเรือยนต์อันมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ที่ใช้สำหรับการขนส่งสาธารณะ

ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

ใช้ยานพาหนะที่มีลักษณะไม่ปลอดภัยรับจ้างขนส่งคนโดยสาร ตามมาตรา 233

มาตรา ๒๓๓  ผู้ใดใช้ยานพาหนะรับจ้างขนส่งคนโดยสาร เมื่อยานพาหนะนั้นมีลักษณะหรือมีการบรรทุกจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลในยานพาหนะนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การกระทำให้เกิดความขัดข้องในกิจสาธารณูปโภค

กระทำแก่สิ่งที่ใช้ผลิตหรือส่งไฟฟ้าหรือส่งน้ำ ตามมาตรา 234

มาตรา ๒๓๔  ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ แก่สิ่งที่ใช้ในการผลิต ในการส่งพลังงานไฟฟ้าหรือในการส่งน้ำ จนเป็นเหตุให้ประชาชนขาดความสะดวก หรือน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กระทำให้การสื่อสารขัดข้องตามมาตรา 235

มาตรา ๒๓๕  ผู้ใดกระทำการด้วยประการใด ๆ ให้การสื่อสารสาธารณะทางไปรษณีย์ ทางโทรเลข ทางโทรศัพท์ หรือทางวิทยุขัดข้อง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การปลอมอาหารหรือเจือของมีพิษในอาหาร

ปลอมปนอาหาร ตามมาตรา 236

มาตรา ๒๓๖  ผู้ใดปลอมปนอาหาร ยาหรือเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นใด เพื่อบุคคลอื่นเสพย์หรือใช้ และการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ หรือจำหน่าย หรือเสนอขาย สิ่งเช่นว่านั้นเพื่อบุคคลเสพย์หรือใช้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เจือของมีพิษในอาหาร ตามมาตรา 237

มาตรา ๒๓๗  ผู้ใดเอาของที่มีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงในอาหาร หรือในน้ำซึ่งอยู่ในบ่อ สระหรือที่ขังน้ำใด ๆ และอาหารหรือน้ำนั้นได้มีอยู่หรือจัดไว้เพื่อประชาชนบริโภค ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

เหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น ตามมาตรา 238

มาตรา ๒๓๘  ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๒๒๖ ถึงมาตรา ๒๓๗ เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

ถ้าเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

กรณีกระทำโดยประมาท ตามมาตรา 239

มาตรา ๒๓๙  ถ้าการกระทำดังกล่าวในมาตรา ๒๒๖ ถึงมาตรา ๒๓๗ เป็นการกระทำโดยประมาท และใกล้จะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของบุคคลอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดเกี่ยวกับการค้า

ความผิดเกี่ยวกับเครื่องชั่ง เครื่องตวง เครื่องวัดที่ผิดอัตรา ตามมาตรา 270

มาตรา ๒๗๐  ผู้ใดใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งเครื่องชั่ง เครื่องตวง หรือเครื่องวัด ที่ผิดอัตราเพื่อเอาเปรียบในการค้า หรือมีเครื่องเช่นว่านั้นไว้เพื่อขาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดเกี่ยวกับการขายของโดยหลอกลวง ตามมาตรา 271

มาตรา ๒๗๑  ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หลอกลวง คือการทำให้หลงเชื่อ จะกระทำโดยวาจา หรือกิริยาอย่างใด หรือโดยวิธีการใดๆก็ได้ เช่น การนิ่งเฉยไม่ยอมบอกความจริง เป็นต้น หรือเขียนข้อความโฆษณาอันเป็นเท็จ

อันเป็นเท็จ หมายถึงไม่เป็นความจริง ความผิดตามมาตรานี้จะต้องปรากฏว่า ผู้กระทำรู้ว่าแหล่งกำเนิด คุณภาพ ปริมาณ ที่ตนแจ้งแก้ผู้ซื้อนั้นเป็นเท็จ

การหลอกลวงหรือไขข่าวเกี่ยวกับการค้า ตามมาตรา 272

มาตรา ๒๗๒  ผู้ใด

(๑) เอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ วัตถุที่ใช้หุ้มห่อ แจ้งความ รายการแสดงราคา จดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่นนั้น

(๒) เลียนป้าย หรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกันจนประชาชนน่าจะหลงเชื่อว่าสถานที่การค้าของตนเป็นสถานที่การค้าของผู้อื่นที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง

(๓) ไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความเท็จเพื่อให้เสียความเชื่อถือในสถานที่การค้า สินค้า อุตสาหกรรมหรือพาณิชย์การของผู้หนึ่งผู้ใด โดยมุ่งประโยชน์แก่การค้าของตน

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดตามมาตรานี้ เป็นความผิดอันยอมความได้

การปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้า พรบ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108, มาตรา 109, มาตรา 110

ปลอมเครื่องหมายการค้า ตามมาตรา 273

มาตรา ๒๗๓  ผู้ใดปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น ซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว ไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภายในหรือนอกราชอาณาจักร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เลียนเครื่องหมายการค้า ตามมาตรา 274

มาตรา ๒๗๔  ผู้ใดเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว ไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภายในหรือนอกราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การนำเข้าหรือจำหน่ายสินค้าที่เป็นความผิดเกี่ยวกับการค้า ตามมาตรา 275

มาตรา ๒๗๕  ผู้ใดนำเข้าในราชอาณาจักร จำหน่ายหรือเสนอจำหน่าย ซึ่งสินค้าอันเป็นสินค้าที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗๒ (๑) หรือสินค้าอันเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นตามความในมาตรา ๒๗๓ หรือมาตรา ๒๗๔ ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ