ความผิดต่อร่างกาย อยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ความผิด ลักษณะ 10 ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย หมวด 2 นับตั้งแต่มาตรา 295 ถึงมาตรา 300 รวมทั้งสิ้น 6 มาตรา แบ่งออกเป็น 4 เรื่อง คือ หนึ่ง การทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ, สอง การทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส, สาม การเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ทำให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส และสี่ การทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

หัวข้อ

  1. การทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
    1. ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ตามมาตรา 295
    2. เหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น ตามมาตรา 296
  2. การทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส
    1. ความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นอันตรายสาหัส ตามมาตรา 297
    2. เหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น ตามมาตรา 298
  3. การเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ทำให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส
    1. เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 299
    2. เหตุยกเว้นโทษ ตามมาตรา 299 วรรคท้าย
  4. การทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส
    1. กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 300
    2. ความไม่รู้ข้อเท็จจริงหรือความสำคัญผิดโดยประมาท ตามมาตรา 62 วรรคสอง

คำอธิบายเรียงรายมาตรา

การทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ตามมาตรา 295

มาตรา ๒๙๕  ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น ตามมาตรา 296

มาตรา ๒๙๖  ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ถ้าความผิดนั้น มีลักษณะประการหนึ่งประการใดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๙ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

ความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นอันตรายสาหัส ตามมาตรา 297

มาตรา ๒๙๗  ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

อันตรายสาหัสนั้น คือ

(๑) ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท

(๒) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์

(๓) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด

(๔) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว

(๕) แท้งลูก

(๖) จิตพิการอย่างติดตัว

(๗) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต

(๘) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน

เหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น ตามมาตรา 298

มาตรา ๒๙๘  ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา ๒๙๗ ถ้าความผิดนั้นมีลักษณะประการหนึ่งประการใดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๙ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท

การเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ทำให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส

เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 299

มาตรา ๒๙๙  ผู้ใดเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่รับอันตรายสาหัส โดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เหตุยกเว้นโทษ ตามมาตรา 299 วรรคท้าย

ถ้าผู้ที่เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้นั้นแสดงได้ว่า ได้กระทำไปเพื่อห้ามการชุลมุนต่อสู้นั้น หรือเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

การทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 300

มาตรา ๓๐๐  ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความไม่รู้ข้อเท็จจริงหรือความสำคัญผิดโดยประมาท ตามมาตรา 62 วรรคสอง

ถ้าความไม่รู้ข้อเท็จจริงตามความในวรรคสามแห่งมาตรา ๕๙ หรือความสำคัญผิดว่ามีอยู่จริงตามความในวรรคแรก ได้เกิดขึ้นด้วยความประมาทของผู้กระทำความผิด ให้ผู้กระทำรับผิดฐานกระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะว่า การกระทำนั้นผู้กระทำจะต้องรับโทษแม้กระทำโดยประมาท